วันจันทร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

แทร็ก 7/25 (1)


พระอาจารย์
7/25 (550403B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
3 เมษายน 2555
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  2  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  อย่าไปสงสัย...ให้ทันจิต แล้วก็ละ ...อย่าไปขยันหา มันไม่มีอะไรก็อย่าไปหา อย่าไปควาน ...ต้องให้เห็นทันอาการพวกนี้ แล้วก็ละ 

แล้วก็อยู่กับกายลอยๆ ใจลอยๆ ...แต่ไม่ได้อยู่กับใจลอยแบบเผลอเพลินนะ ...กายลอยๆ ใจลอยๆ นี่ภาษาเรานะ อย่าไปเอาว่าปล่อยให้มันลอย...ไม่ใช่นะ

เพราะนั้นว่าถ้าอยู่ตรงนี้จริงๆ นี่ มันไม่มีเรื่องเลย ไม่มีเรื่องอะไรเลย เพราะเรื่องมันไม่มี ...มันมีเพราะมีจิต มันมีเพราะจิตมันไปควานไว้ มันมีเพราะว่าจิตมันคว้าไว้ 

ยังมีภาระอีก ยังเอามาเป็นภาระอยู่ พอจิตมันหวนขึ้นเป็นสัญญาปุ๊บ เอ้า เรายังทำอันนั้นไม่แล้ว ทำอันนี้ไม่ล่วง ...มันเหมือนคาอยู่ มันคาใจอยู่ เขาเรียกว่ามันคาใจอยู่

ทั้งที่ว่ามันไม่มีอะไรคาหรอก จิตน่ะมันไปเกาะไว้ เหมือนตุ๊กแกน่ะ มันไปเกาะสัญญา ไปเกาะสังขารความปรุงแต่ง มันก็จับสต๊าฟไว้ มันก็เลยคาข้องอยู่อย่างนั้น 

มันก็เลยเป็นความหน่วง หนัก ขุ่น เป็นอารมณ์ที่ไม่หายไปไหน ...จิตนั่นแหละเป็นตัวสร้าง เป็นตัวเหนี่ยวรั้งไว้...ก็ไม่ไปจริงจัง ไม่ไปซ้ำซากจำเจอยู่กับมันน่ะ 

อย่าไปซ้ำซากจำเจนะ คิดแล้วคิดอีก หวนแล้วหวนอีก กังวลกับมันแล้วกังวลกับมันอีก นั่งก็คิดเรื่องนี้ เดินก็คิดเรื่องนี้ ยืนก็คิดเรื่องนี้ เห็นไอ้นู่นเห็นไอ้นี่ก็คิดเรื่องนี้ มันยิ่งหนาแน่น ...อย่าไปใยดีมัน

พยายามระลึกขึ้นที่กายใจๆ ไว้  เดี๋ยวก็เห็นเองว่าพวกนี้ไม่มีอะไร ...จิตมันก็หยุดทำงานที่เหมือนกับมันเข้าใจว่าตรงนั้นเป็นงานของมัน นั่น ก็จับมันมาทำงานให้ถูกงาน 

คือทำให้มันเป็นจิตรู้กับความเป็นจริงในปัจจุบันซะ เดี๋ยวมันจะรู้เองไอ้นั่นไม่ใช่งาน...ไม่มี ไม่มีอะไร ภาระก็ไม่มี เรื่องราวก็ไม่มี การติดข้องกับคนนั้นคนนี้ก็ไม่มี คนโน้นทำกับเรา คนนี้ทำ...ก็ไม่มี

ไอ้ที่มันว่ามี ไอ้ที่ยังเป็นอยู่นี่ เพราะจิตมันยังไปหมาย เข้าใจมั้ย ...กายใจมันจะไปเก็บอะไรได้ กายใจมันไปหมักหมมอะไรได้ล่ะ กายใจนี่...มันเป็นแค่ทางผ่าน

กายนี่เวลามันปวด เอ้า ปวดๆๆ เวทนาเกิด พอเวทนาหายปวดหาย ...พอหายปุ๊บ กายไม่เคยเก็บเป็นสัญญาอารมณ์ไว้ในตัวแข้งขานี้เลย มันก็หายไป 

ปวดใหม่มันก็ปวด มันก็ไม่ได้ว่าอะไร ...มันไม่ได้เก็บเป็นความรู้สึกดีใจ เสียใจ ขุ่นข้องหมองใจ พอใจไม่พอใจในอาการที่มันแปรปรวนของเวทนาที่มันไปๆ มาๆ นี้เลย 

มันเก็บตรงไหน กายมันเก็บอะไรไม่ได้เลย ...ใจก็เก็บอะไรไม่ได้ ใจก็มีหน้าที่รู้เห็นๆๆๆ  ตัวมันไม่มีเก็บอะไรเลย นั่น เพราะนั้นกายใจมันเป็นแค่ทางผ่าน 

ไอ้ที่ไม่ยอมให้ผ่านนั่นน่ะคือจิตไม่รู้ เกาะ ติด เหนี่ยว รั้ง ไปสร้างขึ้นมา ไปจับสัญญาอารมณ์ สัญญาความจำ ...ถ้ามันยังไม่มีเป็นสัญญา มันก็ไปเต้าเรื่องขึ้นมา ความน่าจะเป็น คาดเอา คะเนเอา 

แล้วก็เกาะติดไว้ เหมือนกับเป็นพระเจ้าที่มันสร้างรูปนามในตัวของมันเองได้ แล้วก็จริงจัง ...ตัวมันเองน่ะสร้างทุกข์เอง แล้วก็ตัวมันเองน่ะเป็นทุกข์เอง บอกให้เลย ด้วยความไม่รู้นี่ 

ตัวมันเองน่ะแหละเป็นตัวสร้าง แล้วก็สร้างไปสร้างมา เอ้า ตัวเองแหละทุกข์ ...แล้วตัวมันสร้างก็ไม่รู้ ตัวมันเป็นทุกข์ก็ไม่รู้  แล้วตัวมันจะออกจากทุกข์ ก็ไม่รู้วิธีออกจากทุกข์ด้วย ...มันโง่สามระดับเลย

แล้วยังอาศัยมันเป็นเครื่องพึ่งพาอาศัยได้อย่างไร ยังมัวไปจมอยู่กับความคิดความคำนึงถึงอดีตอนาคตอยู่นั่น ...มันเป็นตัวถ่วง มันเป็นตัวเหนี่ยวรั้ง มันเป็นบ่วง 

เข้าใจคำว่าบ่วงมารมั้ย...ต้องละ ต้องปลดล็อค ...เพราะอะไร  เพราะเราเคยชิน กิเลสคือความเคยชิน เราเคยชินกับการใช้ความคิดเป็นตัวนำ เราเคยชินกับความเห็นเป็นตัวนำ 

จะทำอะไรก็ต้องคิด จะทำอะไรก็ต้องมีความเห็นซะก่อน จะทำอะไรก็ต้องหาถูกหาผิดซะก่อน มันเคยชิน ...แล้วมันไม่ได้เคยชินมาแต่เฉพาะภพชาตินี้เท่านั้น มันเคยชินมาเป็นอเนกชาติ 

จึงเรียกว่ามันเป็นอนุสัย เป็นสันดาน ...ไม่ต้องสอนเลย เกิดมาปั๊บ มันจะใช้พวกนี้โดยอัตโนมัติ แล้วมันเข้าใจว่ามันเป็นอัตโนมัติด้วย ...เอะอะๆ อะไรก็คิดก่อนเลย 

มีอะไร ตากระทบรูป มีอะไรกระทบหู...คิด มีความเห็น หาถูกหาผิด  มันทำของมันโดยอัตโนมัติเลย ...แต่มันไม่ใช่อัตโนมัติที่แท้จริง เป็นอัตโนมัติของความไม่รู้ที่เคยชิน

สมมุติว่ามีถนนนี่อยู่เส้นนึง เดินไปเดินมาๆๆ สักพันล้านครั้ง เป็นไง ถนนเส้นเก่านี่ หลับตายังเดินได้เลย ไม่ต้องลืมตา ไม่ต้องสงสัยเดี๋ยวจะเจออะไร มันหลับตาวิ่งฉิวเลย ไปกลับๆๆ ได้สบายมาก 

เพราะอะไร ...เพราะมันเดินมาเป็นพันล้านครั้งแล้วถนนเส้นนี้ มันจะไม่ชินยังไง ...เพราะงั้นเกิดมาปั๊บไม่ต้องสอนเลย ด้วยความเคยชิน ความคุ้นเคยแต่ดั้งเดิม ...เรียกว่าความคุ้นเคยเป็นญาติอย่างยิ่ง 

แต่เป็นญาติกับกิเลสนะ สนิทแนบแน่นกันเลย คือคบหากันจนแทบจะเป็นเนื้อหนึ่งใจเดียวกันกับมัน ...ถึงบอกว่ามันเป็นอนุสัยที่หมักดอง อาสวะที่หมักดอง 

แล้วมันก็เลยอ้างแบบข้างๆ คูๆ ...พอปฏิบัติมารู้กายรู้ใจแล้วหยุดความคิดหยุดความปรุงปุ๊บ มันก็เลยบอกว่ามันฝืนธรรมชาติว่ะ มันฝืนตัวเอง มันไม่เป็นปกติ ...เห็นมั้ย จิตมันบอก 

ของเคยกินแล้วไม่ได้กินน่ะ มันก็ว่าผิด ...แล้วมันก็บอกนี่ไม่ใช่ธรรมชาติมัน ธรรมชาติมันต้องคิดต้องปรุง ต้องมีความเห็น ต้องรู้สิว่าอันนั้นถูกมันถึงจะเดินได้ ต้องรู้สิว่าอันนี้ผิดมันถึงจะไม่ไป

มันโง่ แล้วมันยังดื้อด้านด้วย ...มันดื้อด้านเพราะอะไร เพราะตัวมันก็จะสร้างสะสมทิฏฐิ มานะ อัสมิมานะในตัวของมันเอง ว่าต้องอย่างนี้เท่านั้นนะ อย่างอื่นไม่ได้นะ 

เพื่ออะไร...เพื่อว่าอย่ามาละ “กู” นะ มึงอย่ามาละกูนะ ...ถ้ามึงทำอาการใดอาการหนึ่งที่จะเป็นไปเพื่อให้ "กู" น้อยลง จางลง ดับไปสิ้นไปนี่ กูหวงๆ ...มันจะสร้างทิฏฐิขึ้นมาปกป้องตัวมันเอง เป็นมานะ 

แล้วถ้าไม่มีอะไร นั่งอยู่เฉยๆ ก็ลอย ก็เลื่อนลอย ก็เพลิน ไม่เพลินก็หลับ ...มันจะลงร่องของมันอย่างนี้ คือความคุ้นเคย เข้าใจมั้ย มันเป็นความคุ้นเคย

พระพุทธเจ้าบอกว่าอย่างนี้ไม่ใช่ ...การ เดินเส้นทางนี้มาอเนกชาติแล้ว ไม่จบเลย  เดี๋ยวก็ไปตรงนั้น เดี๋ยวก็ไปตรงนี้ เดี๋ยวก็ไปคาอยู่ตรงนั้น นึกว่าสุดแล้ว มันก็สุดท้ายก็วนไปวนมา กลับมาลงร่องเก่านี่

พระพุทธเจ้าถึงมาเห็นทางอีกทางหนึ่ง...เป็นทางที่ตรงกันข้ามกัน ท่านเรียกว่ามรรค ...มรรคคืออะไร โดยรวมคือไตรสิกขา  ศีล...ปกติ สมาธิ...ตั้งมั่น ปัญญาคือสอดส่อง สังเกตด้วยสติ 

แต่ทางนี้ไม่เคยเดินกัน หรือเดินน้อย ไม่บ่อย ไม่คุ้นเคย ไม่ชำนาญ  เวลาเดินไปก็...เอ๊ะ กูจะเจออะไรวะนี่ เขาบอกว่ามันจะสว่าง กูไม่เห็นมันสว่างเลย ...เอ๊า ก็มันอยู่แค่ปากทางนี่ 

ก็ไม่เอาแล้ว กูไปทางเก่าดีกว่า มันเคยชิน มันก็จะปล่อย ..เห็นมั้ย กลับไปอนุสัยสันดานเดิม คือปล่อยให้ล่องลอย ให้มัน ให้เพลิน ให้คุย ให้สนุกๆๆ สนุกไปวันๆ อยู่ไปวันๆ แบบไม่เอาอะไร

แต่มันไม่ใช่ไม่เอาอะไรแบบปล่อยวาง คือมันไม่เอาอะไรแบบเผลอเพลินไปกับมัน ...ที่ไม่เอาอะไรของมันน่ะ คือ ไม่เอาสติ ไม่เอาสมาธิ ไม่เอาปัญญา 

ก็ว่า...อยู่อย่างนี้ก็ได้ ไม่เห็นต้องเอาอะไรเลย มันไปแล้วไม่เห็นได้อะไร  มันก็จะลงร่องเดิมของมัน ...แล้วพอทุกข์ล่ะก็เอาแล้ว...มรรคอยู่ไหน หาแล้ว เริ่มแล้ว..เริ่มมาปฏิบัติ 

แต่พอปฏิบัติไปปฏิบัติ...ก็เอาแล้ว จะหวนไปร่องเดิม เนี่ย มันจะมีความเคยชินเดิมมาอยู่ตลอด ...ความเพียรมันก็ถอยเข้า-ถอยออกๆๆ ไม่ไปไหนอ่ะ

ถ้าทำความพากเพียรต่อเนื่อง คือถ้าบอกว่า...กายใจคือกายใจ ไม่มีข้อต่อรอง ไม่มีความคิดความเห็นมาต่อรอง กายใจคือกายใจ เนี่ย มืดก็มืดวะ เดินไปเหอะ มันก็จะเดินเข้าไปเรื่อย 

แต่มันก็เดินเข้าไปท่ามกลางความไม่รู้อะไรน่ะ เพราะมันยังมืดตึ้บอยู่ จนกว่าจะ.."อ้อ" ...ถ้าอ้อล่ะหมายความว่าเริ่มเห็นแสงสว่างแล้ว เห็นแสงสว่างในระดับนึง

นี่ก็คือมันมีช่องทางโล่งแจ้งอยู่ตรงโน้นที่ส่องสว่างมาถึง ...โห กำลังใจนี่มาแปดสิบเก้าสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว เข้าใจรึเปล่า พอมันเห็นอย่างงี้นี่ จิตมันจะบอกว่าให้หันหลังกลับมั้ยเล่า 

ถึงแม้ไอ้เส้นทางของเก่านั่นก็เคยคุ้นเคยอยู่ แต่เห็นตรงนี้ มันบอกมันไม่หันหลังกลับแล้ว ...โอ้ย ก็เห็นมีแต่เสียงร้องระงมระงำอยู่ข้างหลังนี่ มีแต่เรื่องมีแต่ราว 

มันมีแต่เป็นโศกเป็นทุกข์ มีแต่ภาระ มีแต่ห่วง มีแต่หวง ห่วง อาลัย อาวรณ์ เศร้าโศกโศกาอาดูร ดีใจเสียใจๆๆ เดี๋ยวสุขเดี๋ยวทุกข์ๆ ...ไม่เอาล่ะ ไม่หันหลังแล้ว ไปล่ะวะ

นี่เขาเรียกว่าไม่หันหลังกลับ ...ก็เห็นแสงแล้ว ถึงไม่รู้ว่าเดินไกลรึเปล่า ไม่เห็นว่าถนนยาวมั้ย ...แต่เห็นแสงแล้วว่าไม่ออกนอก ไม่มีทางอื่น เพราะทางนี้กับแสงนี่มันตรงเป๊ะๆ 

ตรง...นี่ อุชุ นี่เรียกว่าอุชุอยู่อย่างนี้ อุชุปฏิปันโน ...เมื่ออุชุ...ตรง มันก็ตรง...ตรงต่อนิพพาน คือความหมด  ความสิ้น ความไม่มี ...มันยิ่งไปก็สว่าง โล่ง ว่าง แจ้ง 

นั่น ไม่ต้องมีใครบอกด้วย ไม่ต้องหาคนมายืนยันด้วย ..แล้วก็ไม่ใช่ด้วยความเห็นหรือด้วยทิฏฐิใดๆ เลย ...แต่มันเห็นคาตาคาใจ อยู่อย่างนั้น ก็มันสว่าง มันแจ้งน่ะ

เพราะนั้น พวกเราอยู่กลางมหาสมุทร วัฏสงสาร ก็รีบเร่ง...การปฏิบัติภาวนานี่ ก็เหมือนนายช่างที่ต่อเรือ พวกเราก็เป็นนายช่าง ...แต่อย่าให้เป็นช่างเถอะ ต่อได้แค่กระดูกงูเรือ...ไม่เอาแล้ว ไปเล่นน้ำดีกว่า 

จะหาไม้มาตีแปะทำพื้นกระดานรองหน่อย...ก็เบื่อแล้ว หนัก ไม่เห็นสนุกเลย เหนื่อย ไปเล่นน้ำดีกว่า ใช่มั้ย ...เพื่อนเขาก็ชวนกันอยู่นี่ เฮๆๆๆ อยู่นี่ พ่อกับแม่ก็ชวน 

แล้วก็ครอบครัวเราล่ะ หน้าที่การงานก็เรียกร้องร่ำร้องขาดเราไม่ได้ กิจการเรื่องราวต่างๆ ถ้าเราไม่ทำแล้วใครจะทำ เห็นมั้ย นี่พระก็ภาระในวัดกิจการงานวัด นั่นเรือไม่ต่อแล้วกู


โยม –  มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ค่ะ

พระอาจารย์ –  ก็ต้องมีความพากเพียร ต้องเตือนตัวเอง ว่ามาทำงานของตัวเองคือต่อเรือก่อน...นี่ภารกิจสำคัญ เพราะคำว่าต่อเรือนี่หมายความว่า มันยังไม่ได้ฝ่ามหาสมุทรไปเลยนะ เรือมันยังไม่มีเลย 

เพราะนั้นเบื้องต้นนี่คือต่อเรือให้ได้ก่อน เอาไว้ทำอะไร..เรือ ...เอาไว้นั่ง เอาไว้อาศัยไม่ต้องว่ายน้ำข้ามมหาสมุทร มันไม่จม ...นี่ พอต่อเสร็จก็ได้นั่งเรือแล้ว ไม่ตายแน่ รอดตาย 

ถ้าได้เรือแล้วรอดตาย ไม่ตายทิ้งตายขว้างแล้ว ...เอ้า จากนั้นก็พายไป ถือหางเสือเรือไว้ ไป แต่ระหว่างไปนี่ คลื่นก็มี ลมก็มี น้ำก็เข้า ...ต่อไม่ดีมันรั่วมันซึม 

ก็คอยอุดคอยยาไว้ ศีล สติ สมาธิ ปัญญา มันรั่วตรงไหน ก็ยามันเข้าไปๆ อย่าให้มันรั่วน้ำเข้า


โยม –  มันสำคัญว่ามันต่อไม่เสร็จซักที

พระอาจารย์ –  ก็มันโง่ มันไม่ทำงานที่แท้จริง ...มันไปทำงานที่ไม่แท้จริง แล้วเข้าใจว่างานที่ไม่แท้จริงเป็นงานที่ควร ...ไอ้งานนี้ กาย-ใจๆ นี่ไม่เห็นควรเลย

เราพูดนี่จนจะเป็นพวกก่อม็อบแล้ว ก็มีแค่เนี้ย “กาย-ใจๆๆ เอาม็อตโต้ไป “กาย-ใจๆๆ (หัวเราะกัน) จะไปประท้วงอยู่นี่แล้ว แต่ไอ้ผู้ชุมนุมตามนี่ไม่ค่อยมีเท่าไหร่เลย บ้าอยู่คนเดียวนี่

บอกแล้วคนที่เดินไปตามเส้นทางนี้ มีน้อยนะ และไปแล้วก็ไปเลยนะ ไม่กลับมานะ เข้าใจรึเปล่า กูไม่สนน่ะ กาย-ใจๆๆ แล้วกูเดินเข้าไปแล้วไปเลย ไม่กลับมากาย-ใจกับใครอีกแล้ว 

ก็ไปหาผู้นำประท้วงกันใหม่ต่อไปแล้วกัน มันจะพาไปไหน กูไม่รู้  เหลืองบ้างแดงบ้างเขียวบ้างส้มบ้าง กระดำกระด่างเหลืองๆ เขียวๆ บ้าง เยอะแยะไปหมดต่อไปนี่ ใครจะไปรู้

แต่ไอ้ม็อตโต้ “กาย-ใจ” นี่มันน้อยนะ คนตามก็น้อย ...มันไม่สนุก มันไม่ได้ไปเปลี่ยนแปลงระบอบระบบอะไรใครเลย ...คือกูไปของกูคนเดียว


(ต่อแทร็ก 7/25  ช่วง 2)



วันอาทิตย์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

แทร็ก 7/24 (2)


พระอาจารย์
7/24 (550403A)
3 เมษายน 2555
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 7/24  ช่วง 1

พระอาจารย์ –  เพราะฉะนั้น เวลาจิตมันตั้งอยู่นี่ ...มันก็จะมีใจที่รู้เห็นอยู่ว่าจิตตอนนี้ไม่คิด มันก็เห็นอยู่ว่าตอนนี้จิตกำลังแน่วแน่..เป็นหนึ่ง  

แต่ถ้าสติไม่ระลึก ไม่สังเกตดูบ่อยๆ หรือว่าปล่อย ...มันก็จะแตกตัวออกมาเป็นความคิด เป็นเรื่องคนนั้นเป็นเรื่องคนนี้ เป็นเรื่องของธรรมในอดีต เป็นเรื่องของธรรมในอนาคตขึ้นมา

เพราะนั้นถ้าสติปัญญาไม่เท่าทัน ไม่แนบแน่นพอนี่ ...มันก็จะไหล ค่อยๆ เคลื่อนคล้อยออกไป โดยอ้างธรรม...ที่ละเอียด ที่ดีกว่า ที่เร็วกว่า 

จริงๆ น่ะจิตมันออกมาพร้อมกับความอยากกับเป้าหมาย คืออุปาทาน คือมันไปหมายธรรมข้างหน้าเป็นที่พึ่ง เนี่ย จิตมันเริ่มไม่มีสมาธิ ก็ต้องรู้ทันแล้วก็ละ 

โดยการที่ให้มันจดจ่ออยู่กับกายใจไว้ อยู่กับกายเฉยๆ รู้กับกาย เห็นกับกายเฉยๆ เงียบๆ นั่นแหละ ...เพราะนั้นถ้ามันอยู่ตรงนี้ได้นี่ ในการว่าอยู่ที่สองสิ่ง แล้วก็จิตเป็นหนึ่ง ไม่ไปไม่มา 

นั่น มันจะมีอาการตื่น ผ่องใส กระฉับกระเฉง สดชื่น เบิกบาน อยู่ในตัวของมันตรงนั้น ...เพราะอะไร  เพราะใจมันแสดงอาการของมันโดยชัดเจนขึ้นมาได้ มันไม่ถูกปกคลุมห่อหุ้มด้วยจิตอวิชชา

เพราะว่าจิตอวิชชาหรือว่าความไม่รู้นี่ ทั้งหมดที่มันจะสร้าง แสดงอาการออกมา..ผ่านจิต มันถูกจับมารวมอยู่เป็นหนึ่ง ...ก็เหมือนกับผ้าม่านที่มันห่อลูกแก้วใสอยู่ มันถูกรวบมาเป็นหนึ่ง 

ไอ้ม่านที่หุ้มใจไว้นี่ มันก็เหมือนกับถูกรูดให้มาอยู่ที่เดียว ...ก็ยังไม่ได้ว่ายกออกไป หรือเอาผ้าม่านออกไปได้นะ แต่ว่าเหมือนกับจับมันมารวมอยู่ในที่อันเดียว

เพราะนั้นไอ้ลูกแก้ว แสงสว่าง แสงไฟ ที่ผ้าม่านเคยห่อหุ้มปกคลุมอยู่นี่ ...พอผ้ามันถูกรวบมารวมเป็นหนึ่งแล้ว ความสว่าง แสงสว่าง มันก็สาดแสงออกมาได้

ซึ่งไอ้แสงสว่างนี่ไม่ใช่ว่าเราไปทำให้มันสว่างขึ้นซะเมื่อไหร่ ความสว่างมันมีมาตั้งแต่ตั้งฟ้าตั้งแผ่นดินแล้ว...ใจนี่ มันก็แสดงความสว่างของมันออกมา

นั่นน่ะ เมื่อใดที่จิตมันเป็นหนึ่ง แล้วก็รู้แค่ตรงนี้ ไม่คิดไม่หาอะไรออกไป ...ความสดชื่น ความผ่องใส คือลักษณะอาการของใจ มันก็จะฉายแสงออกมาเองน่ะแหละ 

ไม่ใช่ว่าไปทำให้มันสดใสขึ้น ไม่ใช่ว่าไปทำให้มันตื่นขึ้นนะ แต่จับมันมารวมด้วยสมาธิ ให้มันเป็นหนึ่ง จิตเป็นหนึ่ง แล้วอาศัยจิตหนึ่ง...จิตรู้นั่นแหละ มาสอน มาเห็นตามความเป็นจริง

เพราะนั้นเมื่อจิตเป็นหนึ่งปุ๊บนี่ ไอ้แสงสว่างนั่นก็สาดส่องออกมาเห็นกาย เห็นสิ่งที่อยู่เบื้องหน้ามัน...ชัดแจ้ง ชัดเจน เป็นธรรมชาติของมันเองโดยชัดเจน 

ไม่ใช่เห็นแบบลูบๆ คลำๆ โดยจิตมันคาดคะเนเอา หรือไปจำเอามาจากในตำรา หรือไปจำจากคำพูดคนอื่นเขาบอกว่า ต้องให้เห็นกายเป็นอย่างนี้ เป็นอย่างนั้น แล้วก็ไม่เห็นมันเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ซะที

แต่พอมันจับเป็นจิตหนึ่งปุ๊บนี่ ...ไม่ได้ว่าหาอะไร ว่าต้องเห็นเป็นยังไง แต่ด้วยแสงสว่างของใจที่มันสาดส่องออกมานี่ ...มันก็จะเห็นอะไรที่มันตั้งอยู่ ก็เป็นแค่อะไรที่มันตั้งอยู่ หรือเป็นแค่อะไรที่มันปรากฏอยู่

ถ้าเป็นอะไรที่ปรากฏอยู่ว่าแข็ง มันก็รู้สึกว่าเป็นแข็ง  พอเป็นอะไรที่ปรากฏว่า นุ่ม ไหว นิ่ง  มันก็ปรากฏว่านุ่ม ไหว นิ่งของมัน ...ตามความเป็นจริงของกาย...สมมุติว่ากาย

เพราะนั้นเวลาที่จิตมันเป็นหนึ่งออกมาเห็นนี่ ...มันไม่ได้ว่าเป็นอะไร ไม่ได้ว่าเป็นแขนเป็นขา เป็นหน้าเป็นหลัง มันจะเป็นแค่ความรู้สึก เหมือนเป็นข้างๆ ข้างหลัง ข้างบน ข้างล่าง อะไรอย่างนี้ 

ไม่รู้ว่าตรงแขนตรงขา มันไม่มีแขนไม่มีขา มันไม่มีหน้าไม่มีหลัง ไม่มีมือไม่มีตีน มันเป็นแค่ความรู้สึกตรงนั้นบ้างตรงนี้บ้าง ...มันรู้สึกว่ามันไม่บนก็ล่าง ไม่ล่างก็ข้างหน้า ข้างหลัง มันจะเป็นอย่างนี้


โยม –  อาจารย์ แล้วตำแหน่งจิตผู้รู้มันต้องอยู่กลางอกมั้ยคะ ถ้าเป็นลักษณะของที่มันออกมารู้อย่างนี้

พระอาจารย์ –  ไม่ต้องไปกังวลหรอกว่ามันรู้ยังไง ...มันไม่มีอก มันไม่มีนมหรอก มันไม่มีไหนหรอก มันมีตรงไหนก็ตรงนั้น รู้ตรงไหนก็ตรงนั้น ...อย่าไปเทียบ 

เนี่ย จิตมันคอยไปเทียบสัญญา จิตมันคอยไปเทียบกับสมมุติ ...นี่ จิตมันแตกออกไปแล้ว มันออกมาเป็นสมมุติภาษา ออกมาเป็นสัญญา ออกมาเป็นความจำได้หมายรู้...พวกนี้ อย่าไปเชื่อ อย่าไปตามมัน

ถ้าสงสัย...หมายความว่ากำลังหา กำลังหาไปตามอาการของจิตแล้ว มันเป็นวิจิกิจฉาแล้ว สมาธิก็ไม่ตั้งมั่น ...ถ้าตั้งมั่นก็รู้ตรงไหนก็รู้ตรงนั้นมันปรากฏยังไง

เข้าใจคำว่า...เราถึงบอกว่า ใช้คำว่า “หยั่ง” ลงไป หยั่งลงไปที่กาย  คำว่าหยั่งลงไปที่กายนี่ หมายความว่ายังไง ...ก็เหมือนกับโยนก้อนหินไปในอากาศ แล้วก้อนหินนั่นมันจะไปโดนอะไร 

โดนนก เออ ก็รู้สึกตึ้ก เอ้า โยนก้อนหินลงไปกระแทกตรงนี้ รู้สึกว่าเป็นหินแข็งเป๊ง ก็รู้สึกว่าเป๊ง ...คือมันโยนไปโดยที่ไม่ได้หมาย ไม่ได้จงใจว่าตรงไหนดี

คือมันรู้สึกยังไง ตอนไหนปรากฏตรงนั้น ชัดตรงนั้น ก็หยั่งลงไปตรงนั้น ...เรารู้สึกชัดตรงไหน ก็หยั่งลงไปๆๆ  ...เดี๋ยวพอลมพัดผ่านมา มันก็รู้สึกเย็นปรากฏชัด ก็หยั่งลงที่เย็นแทน 

นี่ พอเย็นหายไป อาการทึบ อาการตึง อาการเป็นก้อนชัด ก็หยั่งลงที่อาการที่รู้สึกว่าทึบ รู้สึกว่าตึง ...ไม่รู้น่ะว่าอกแอ้กมือตีน  แต่ว่ารู้สึกยังไง ปรากฏอะไรนี่ ก็เห็นตรงนั้น รู้ตรงนั้น 

จิตมันก็ไม่ได้ว่าเอาถูกเอาผิดกับอาการที่มันปรากฏกายอย่างนี้ มันไม่มีที่หมาย นี่ เข้าใจคำว่าหยั่งมั้ย มันไม่มีหมายว่าจะต้องอยู่ที่หน้าอกนะ หรือจะต้องอยู่เฉพาะลมหายใจเข้าออกเท่านั้นนะ คือไม่ได้ไปฟิกซ์ 

เพราะนั้นตัวหยั่งนี่ คือหยั่งด้วยความเป็นกลาง ...แล้วไอ้ตัวหยั่งนี่จะเป็นตัวที่ก่อให้เกิดความที่เรียกว่าญาณทัสสนะ คือการหยั่งรู้ หยั่งลงไปด้วยความรู้ที่เป็นกลาง 

อะไรก็ได้ ยังไงก็ได้ ที่มันปรากฏจริงในปัจจุบัน ณ ตรงนั้น...ถ้าโดยภาษาสมมุติเรียกว่ากาย...ก็ที่กายนั่นแหละ ก็หยั่งลงที่ความรู้สึกตรงนั้น

จิตมันจะบอกให้ทำอะไร จิตมันจะสั่งให้เชื่อ ให้แก้ไข หรือว่าให้ดำเนินวิธีการใด อะไรก็ตาม ไม่ต้องไปฟังมัน ...มันเป็นวิจิกิจฉาหมดแหละ มันเป็นความลังเลสงสัย เราถึงบอกว่าอย่าเชื่อมัน

เราบอกแล้วไง เมื่อกี้ก็บอกแล้วว่า อย่าเอาจิตไม่รู้มาหาความรู้...ไม่มีทางหรอก ...อย่าเข้าใจว่าฟังมาดี มีวิธีการที่ดีแล้ว แล้วจะต้องทำตามนั้นให้ได้...ไม่ได้หรอก 

เดี๋ยววันนี้ได้ พรุ่งนี้ก็ไม่ได้ มันไม่ได้หรอก เพราะมันไม่จริง มันไม่มีจริงหรอกอย่างนั้นน่ะ ...มันมีจริงตรงนี้ รู้สึกยังไง กายรู้สึกยังไง ความเป็นจริงมันมีอยู่แค่นี้ 

เพราะนั้นว่าถ้ามันอยู่ตรงที่เป็นสมาธิ ตั้งมั่นอยู่ในสองสิ่ง รู้กับความรู้สึกในกาย ...มันจะเหมือนกับกายนี่ลอย ความรู้สึกนี้มันลอยอยู่ในอวกาศ แล้วก็เห็นอยู่ว่าอะไรมันวูบๆ วูบๆ วุบๆ อยู่ตรงนี้

ถ้ากำหนดลมมันก็เหมือนกับ...วูบในอวกาศ แล้วก็วูบหายไป แล้วก็วูบอีกทีๆๆ มันเป็นแค่นั้นน่ะ ...ถามว่าไหนหน้าอก ไหนรู้อยู่ไหน มันไม่มีอะไร มันลอยอยู่สองสิ่งนี่ เห็นอันนึงลอยอยู่ กับวูบๆ วูบๆ อันหนึ่งลอยอยู่นี่ 

ถ้ามันเป็นสมาธิที่ตั้งมั่นจริงๆ ในสองสิ่งนะ ...มันจะไม่มีเลยว่าสัณฐานของกายอยู่ตรงไหน รูปพรรณสัณฐานอยู่ตรงไหน อ้วนผอมดำขาวอยู่ไหน...ไม่มี

เราถึงบอกไม่มีหน้ามีตามีอกมีหัวมีแขนมีขาอะไรเลย มันเป็นสองสิ่งที่ลอยอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่า เพราะไม่มีจิตใดจิตหนึ่งที่แตกตัวออกไปหมายรู้กับสิ่งใด ...นั่นแหละสมาธิจริงๆ จะเป็นอย่างนั้น

แต่ถ้ายังส่ายไปส่ายมา เรียกว่ายังไม่รวมเป็นสัมมาสมาธิ และยังไปให้ค่ากับมันอีก ยิ่งไปกันใหญ่ ...หมายความว่ามันก็ยิ่งจะแตกตัวเหมือนรากแขนงน่ะ พอจากรากแขนงมันก็เป็นรากฝอย...ฟุ้งซ่านแล้ว 

ตรงไหนๆ มันก็จะชอนไชไปทั่ว หาน้ำหาธาตุอาหารมาหล่อเลี้ยงดูดกินน่ะ เพื่อให้เกิดพลัง ความเพลิดความเพลินในธรรม ...มันเป็นอย่างนั้น 

มันไม่อาจหาญเด็ดเดี่ยวอยู่ในที่อันเดียว ...มันต้องอาจหาญเด็ดเดี่ยวอยู่ในที่อันเดียว อยู่ตรงนั้นน่ะเหมือนแผ่นดิน มันแน่วอยู่อย่างนั้น อะไรปรากฏก็ปรากฏทีละอย่าง

นอกจากว่ามันคลายตัวออกมา ถ้ามันคลายตัวออกมานี่  มันก็จะรับรู้ทั่ว แต่ไม่จับอะไรสักอย่าง เข้าใจรึเปล่า ...มันก็มี เอ้า ความคิดมาก็มี กายก็มีทำงานทำการ ความเห็นก็มี อารมณ์ก็มี รูปก็มี เสียงใครเรียกก็ได้ยินทุกอย่าง 

มีหมดทุกอย่าง แต่ไม่เอาอะไรสักอย่าง ...นี่เขาเรียกว่าเป็นการสงบระงับในระดับหนึ่ง ก็ถือว่าเป็นความสงบในระดับหนึ่ง คือ มันไม่ฉุดลากถูจนหลงลืมลักษณะที่เห็นโดยรวม


โยม –  ตัวนี้คือตัวรู้ตัวทั่วพร้อมหรือคะ

พระอาจารย์   ก็สัมปชัญญะ ...แต่คราวนี้ว่าเวลาที่ไม่ได้อยู่ในภาวะอย่างนี้ ต้องมาอยู่กับสมาธิที่เรียกว่าแน่วแน่ในที่อันเดียว 

เพื่ออะไร ...เพื่อทำความชัดเจนแล้วก็รู้แจ้ง  เป็นปัญญาที่แยบคาย ถี่ถ้วน จำเพาะ ตรงนี้เป็นเวลาจำเพาะ ...เพราะนั้นจะไปจำเพาะอย่างนี้ ตอนกำลังพูด กำลังคุย กำลังทำงานนี่ไม่ได้ 

แต่ตอนนั้นมันจะต้องอยู่ด้วยการทั่วพร้อม แล้วก็มีกายเป็นกรอบ  แล้วก็ทุกอย่างมีหมด พร้อมที่จะคิด พร้อมที่จะปรุงอะไรก็ได้ แต่ว่าไม่หลงไม่เพลิน ...แต่มันจะทำความชัดเจนชัดแจ้งไม่ได้

ต่อเมื่อเวลาที่มันมาอยู่คนเดียว กายเดียวจิตเดียวแล้วนี่ ไม่ได้ข้องแวะ ไม่ได้คลุกคลี ...ตรงนี้มันจะต้องชัดมากเลย เหมือนกับสองสิ่งลอยอยู่ในอวกาศ 

จะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอนนี่  แม้กระทั่งเดินก็วูบๆๆ เหมือนเดินในอากาศน่ะ ...เรานี่เดินบนดิน แต่เหมือนเดินในอากาศ วูบนึงๆๆ ย้อกแย้กๆๆ ในอะไรก็ไม่รู้ ไม่มีอะไรรองรับ 

ไม่มีอะไรรองรับความรู้สึกนี้ได้เลย เป็นความรู้สึกที่ลอยอยู่ เหมือนเหาะ เวลาเดินนี่เหมือนเหาะ ...ไม่ได้เหาะหรอก แต่เป็นความรู้สึกที่ไม่มีที่ตั้ง เป็นความรู้สึกที่ตั้งอยู่บนที่ไม่มีที่ตั้ง 

แล้วก็ไม่ได้ตั้งตรงไหน มันเกิดตรงไหนมันก็ดับหายไปเลย ...แม้แต่ความรู้สึกนั่งอยู่นี่ เหมือนนั่งอยู่ไหนไม่รู้  นี่หยั่งลงไปก็มีแค่ก้อนอะไรก้อนนึงกับรู้ 

ไม่มีรูปพรรณสัณฐาน ไม่มีว่าเป็นขาเป็นก้นด้วย  เป็นก้อน ก้อนความรู้สึกที่ลอยอยู่ ...ถ้าจิตมันเป็นหนึ่ง...ไม่มีหรอกข้างนอกนี่ มันเป็นสักแต่ว่าหมด เป็นภาพหมด


(ต่อแทร็ก 7/25)




แทร็ก 7/24 (1)



พระอาจารย์
7/24 (550403 A)
3 เมษายน 2555
(ช่วง 1)



(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  2  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  ก็อยู่กับกาย อยู่กับใจ อยู่กับตัวเอง ...ฟังอะไร ได้ยินอะไรก็ไม่ต้องคิดตาม ไม่ต้องหาถูกหาผิด ...ถ้าไม่อยากให้ถูกบ่นก็ไม่ต้องมาเกิด ก็แค่นั้น 

ถ้ามาเกิดมันก็ต้องเจอสภาวะอย่างนี้ ถือเป็นเรื่องปกติในโลก ...ก็..เดี๋ยวก็ตายกันหมดแล้ว เก็บอะไรไว้ไม่ได้หรอก อย่าไปเก็บ อย่าไปหาถูกหาผิดกับสิ่งที่มันไม่มีคำว่าถูก ไม่มีคำว่าผิด

การภาวนาก็มีแต่เรียนรู้สิ่งที่ปรากฏในปัจจุบัน...ก็มีอยู่แค่นั้น ไม่เห็นมันจะมากเรื่องตรงไหน มันไม่ใช่ว่าจะต้องไปทำอะไรให้มีอะไรในอดีต-อนาคต 

ปัจจุบันมีอะไรปรากฏ มีเสียง...ได้ยินก็รู้ว่าได้ยิน เขาหยุดพูดก็รู้ว่าหยุดพูด เสียงดับก็รู้ว่าเสียงดับ ...ก็มีอยู่แค่นั้น ไม่เห็นมันจะต้องไปเยิ่นเย้ออะไรเลย

ถ้ามันปฏิบัติอยู่ในหลักของปัจจุบัน รู้เห็น..ละ รู้แล้วก็ละ รู้ปัจจุบัน เห็นปัจจุบัน แล้วก็ละปัจจุบันตรงนั้นไป ...จริงๆ มันไม่มีอะไรมาติดมาข้องอยู่แล้ว มีแต่จิตที่ไม่รู้นั่นแหละที่ไปติดไปข้องกับมัน  

มันดับไปแล้วก็ไม่ยอมให้มันดับ มันยังไม่ทันเกิดก็ไปสร้างให้มันเกิด ...เนี่ย จิตไม่รู้ทั้งนั้นแหละ มันหาเรื่อง มันสร้างเรื่อง มันหาเรื่องเป็นทุกข์ทั้งนั้น

ถ้ามันอยู่ด้วยจิตที่รู้ ไม่ได้อยู่ที่จิตที่หลงหรืออยู่ที่จิตไม่รู้นี่ ...มันก็จะเห็นความเป็นจริงในปัจจุบัน...มันมีแค่นี้ รูปก็ส่วนรูป เห็นก็ส่วนเห็น ...มันก็แยกกัน 

มันก็เหมือนเป็นแผ่นอะไรข้างหน้าลูกตาแค่นั้นเอง แล้วก็มีตาเป็นตัวถ่ายทอด แล้วก็มีใจรู้ ก็แค่นั้น ...รูปมันก็แวบไปแวบมา มันเป็นแสงแค่นั้นเอง เป็นการสะท้อนแสงของรูป ในหลักของความเป็นจริง

แต่จิตมันเข้าไปหมาย เป็นสัตว์เป็นบุคคลขึ้นมา ...ซึ่งถ้าไม่ไปหมายอะไร มันก็เป็นแค่รูป รูปภาพ เกิดๆ ดับๆ มันเป็นเหมือนรูปภาพ มันก็เป็นแค่รูปภาพ มันไม่มีอะไรสมควรไปจริงจัง

เพราะนั้นว่าปัญญาอย่าไหลอย่าหลงไปกับจิต ให้รู้ ให้ทัน แล้วก็ละออกไป คิดไปในอดีตก็ละ คิดไปในอนาคตก็ละ มีความเห็นความเห็นอะไรขึ้นมา...ต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง...ต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งขึ้นมา...ก็ละ 

ดี-ร้าย ถูก-ผิด...ไม่เอา ไม่ไปหมาย ไม่ไปกำหนด ไม่ทำตัวเป็นพญายม จะไปชำระโทษให้คนนั้นคนนี้ ...เป็นพญายมรึเปล่า ถ้าไม่ได้เป็นก็ไม่ต้องไปหาเหตุหาผลเอาถูกเอาผิดกับใคร ไม่ต้องไปตัดสินอะไร

ให้กลับมาสงบตั้งมั่นอยู่ภายในกายใจ เป็นปกติธรรมดา ...มันไม่ได้วิเศษวิโสอะไรหรอก มันก็เป็นปกติธรรมดา รู้เห็นธรรมดา อยู่กับรู้เห็นธรรมดา...กับกายที่เป็นธรรมดา 

ร้อนก็ร้อน หนาวก็หนาว ตึงก็ตึง แข็งก็แข็ง นี่ ...ก็มารู้เห็นเป็นธรรมดากับกายที่เป็นธรรมดาของมันอยู่แล้ว ไม่เห็นเป็นดีเด่ตรงไหน ไม่เห็นเป็นวิเศษวิโสตรงไหน

แต่มันไม่เป็นทุกข์ ไม่ไปเป็นทุกข์กับอะไร  เพราะไม่มีจิตไปเป็นทุกข์ เพราะไม่มีจิตที่ไปหมายกับสิ่งใด ...มันจะเป็นยังไงก็ช่าง อย่าไปเชื่อมัน อย่าไปหลงตาม ความคำนึง ความคิด เหตุและผลใดๆ

แล้วก็มาสำเหนียก รู้ตรงลงที่กายไว้ รู้จำเพาะกาย รู้จำเพาะใจ ...นั่นแหละ ในขณะที่รู้จำเพาะกาย ก็รู้ด้วยความแยบคาย เห็นด้วยความแยบคาย...ในกาย 

มันก็จะเห็นว่ากายเป็นสิ่งหนึ่ง ไม่ใช่ใคร ไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคล เห็นว่ามันเป็นกลาง เป็นธรรมชาติ เป็นอาการเท่านั้น ...นี่ เมื่อรู้อยู่กับกายปัจจุบัน ก็รู้ด้วยความแยบคายด้วยโยนิโสมนสิการ ถี่ถ้วน ลึกซึ้ง 

ไอ้ที่ควรจะถี่ถ้วนน่ะต้องถี่ถ้วนตรงนี้  ไม่ใช่ไปถี่ถ้วนในอากัปกิริยาของสัตว์และบุคคลภายนอก ...ไอ้นั่นน่ะเขาเรียกว่าจับผิด มันเป็นอาการจับผิด 

มันเป็นจิตที่สร้างอกุศลกรรม สร้างความผูกพันต่อเนื่อง เป็นจิตที่พาไปเกิด หมุนวนไม่จบไม่สิ้น วันนี้ดี พรุ่งนี้ไม่ดี วันนี้ดีน้อย พรุ่งนี้ดีมาก ...มันเอาแน่เอานอนไม่ได้หรอกจิต 

อากัปกริยาของสัตว์มนุษย์ กิเลสของมนุษย์ก็ไม่เหมือนกัน แปรปรวน แปรเปลี่ยนไปเรื่อย สามวันดีสี่วันร้ายก็ได้ มันไม่มีความแน่นอนหรอก มันไม่มีสาระ จะไปเอาอะไรมาเป็นสาระ

เพราะนั้นเอาเวลามาทุ่มเทลงที่กายใจ สำเหนียกลงที่กายใจ แยบคาย ถี่ถ้วนลงที่กายใจมากๆ ...ก็อยู่กับมันมาตั้งแต่เกิด แล้วก็จะต้องอยู่กับมันจนวันตาย ยังไม่รู้แจ้งเห็นจริงในกายนี่ บอกแล้วว่า...เสียชาติเกิด

เพราะกายนี่...เป็นที่ติดข้องมานับภพนับชาติไม่ถ้วน มันถึงมาอาศัยรูปกายอยู่นี่..ซ้ำซากจำเจ ไม่รู้กี่ภพกี่ชาติ มันก็มาเกิดเป็นคน ไม่เกิดเป็นคนก็เกิดเป็นหมา เป็นสัตว์ 

มันก็มาติดรูปนี่ ติดกาย ดินน้ำไฟลม มหาภูตรูปสี่  มันยังไม่แจ้ง ยังไม่จริงสักที ...แล้วยังเอาเวลาไปหมักไปดอง ไปจมอยู่กับความคิดความคำนึง อดีตอนาคต เรื่องราวของคนนู้นคนนี้

มันไม่มีสาระ ก็ถึงบอกมันไม่มีสาระ ...มันไม่มีหนทางที่จะเกิดปัญญาได้เลย ไม่มีการหลุดการพ้น ไม่มีการรู้แจ้งแทงตลอดในภพ...ในโลกเลย

เอาเวลาที่มันเสียไปหมดไปนี่ มาตั้งมั่นอยู่ภายในกาย แล้วก็เห็นอาการของใจรู้ใจเห็น...สองอย่าง หยั่งลงไว้ หยั่งลงบ่อยๆ อย่าให้มันออกไป...จิต เผลอมันก็พาออกแล้ว

คราวนี้ว่าเวลาหยั่งลงไปในกาย ไอ้เวลาทำงานทำการนี่ ความคิดความเห็นมันก็มี มันไม่หาย มันไม่ดับไปหรอก แต่อย่าไปจดจ่อจริงจังกับมันจนเกินไป ระลึกรู้อยู่กับตัวไว้ ประกอบไว้อยู่เสมอ 

เมื่อเวลามาอยู่คนเดียว หมดภาระหน้าที่ ก็พยายามจดจ่อ มุ่งมั่น ดูที่กายอันเดียว ให้ชัดเจน ให้ชัดในกายในใจ เห็นความเป็นธรรมหนึ่งจริงๆ เห็นความเป็นธรรมชาติที่แท้จริง...ให้ชัด

เมื่อมันจดจ่อชัดเจนอยู่ที่กายที่เดียวแล้วนี่  ไอ้ความคิด ความเห็น อารมณ์อะไรนี่ มันก็สลายดับไปเอง จางคลายหายไปเองน่ะแหละ มันก็เหลือแต่สองสิ่ง...โดดเด่นอยู่ในท่ามกลางความว่างเปล่า 

มันก็จะเห็นความเป็นกาย..ที่เป็นธรรม อย่างชัดเจน ...กายที่เป็นธรรม ก็คือเป็นธรรมชาติ กายธรรมชาติ กายที่เป็นธรรม ก็คือกายที่เป็นธรรมดา 

กายที่เป็นธรรมดา ธรรมชาติ ...ก็คือกายที่ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล  กายที่ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา ...นั่นแหละ มันก็เห็นกายตามความเป็นจริง

ในขณะที่มันเห็นแค่สองสิ่งชัดเจนโดยสมาธิที่ตั้งมั่น เป็นหนึ่ง จดจ่ออยู่ที่กาย จดจ่ออยู่กับใจ ไม่ไปหมายในที่อื่น ...นั่นเขาเรียกว่าเป็นหนึ่ง ตั้งมั่น ก็เป็นสมาธิ 

เมื่อสมาธิมันแข็งแรง แข็งแกร่ง ตั้งมั่น มันก็จะชัด ...ไอ้ตัวจิตหนึ่งนี่ มันก็คือตัวจิตรู้ ไม่ใช่จิตหลง ไอ้ตัวจิตรู้นี่ มันก็จะไปสอนจิตหลง ให้มันเห็นความเป็นจริงของกาย 

เพราะทั้งวันที่หลงนี่ มันจะเห็นกาย...ตามที่มันว่า ตามที่มันเชื่อ ตามที่จิตไม่รู้มันว่า ตามที่จิตไม่รู้มันบอก..เป็นสัตว์เป็นบุคคล เป็นชื่อนั้นเป็นชื่อนี้ เป็นคนดีคนร้าย 

เนี่ย ทั้งวันมันจะอยู่กับจิตหลง แล้วก็ไปบอกว่ากายเป็นอย่างนั้น กายเป็นอย่างนี้ กายเขาอย่างนั้น กายเราอย่างนี้ รูปอย่างนั้นรูปอย่างนี้ ชื่ออย่างนั้นอย่างนี้

แต่ในขณะที่มันอยู่หรือว่าตั้งมั่น  ไม่ได้ไปเอาจิตไม่รู้ออกไปหมายกับอะไร กับกายคนอื่นหรือแม้กระทั่งกายของเราเอง ด้วยความคิด ด้วยความเห็น ด้วยการพิจารณาอะไรก็ตาม 

มันก็เป็นจิตที่มารู้กายตามความเป็นจริง กายที่เป็นธรรมชาติที่แท้จริง กายที่เป็นกลาง เป็นธาตุ...ที่เป็นกลาง ...ตรงนี้ที่จิตมันรู้อย่างนี้ มันจะไปสอนไอ้จิตไม่รู้...เพื่อให้คลาย เพื่อให้หาย เพื่อให้วางความเห็นผิด

มันต้องอาศัยจิตรู้นั่นแหละ รู้อยู่อันเดียวโดยไม่คิดไม่หา เนี่ย มันจึงจะไปเพิกถอนจิตที่ไม่รู้ หรือว่ารู้แบบโง่เขลา รู้แบบผิดๆ ต่อกาย คือรู้ด้วยความหมายมั่น รู้ด้วยความอยาก รู้ด้วยความเห็นมากมาย 

จิตมันสอนจิต...ด้วยสติ ด้วยสมาธิ ด้วยปัญญา ...ความละ ความวาง ความจาง ความคลายในตัวจิตเอง มันก็เกิดขึ้นไปตามลำดับ ...มันละด้วยการที่จิตรู้นั่นแหละไปละจิตไม่รู้

แล้วคราวนี้ก็ไปสำรวจตรวจดูเอาเองว่า...จิตรู้มันมากกว่าจิตไม่รู้ หรือว่าจิตไม่รู้มันมากกว่าจิตรู้ ...นั่นล่ะคือผล

ถ้าตราบใดที่ยังมัวเมาลุ่มหลงไปตามอาการของจิต ไม่มาเอาจิตรู้ไปสอนจิตหลง ไม่เอาจิตมาเห็นจิตตามความเป็นจริง ไม่เอาจิตหนึ่งไปเห็นจิตที่เกิดมาจากความไม่รู้ 

มันก็หมายความว่านั่นคือการพอกพูนความไม่รู้ ...จิตมันจะพอกพูนความไม่รู้ขึ้นมาทับถม ปิดบัง หนาแน่น ...มันก็มีความยึดมั่นถือมั่นมากขึ้น

เหมือนเวลามือเราเลอะนี่ เวลามือเราเลอะอะไรก็ตาม...ถ้าเอาน้ำสกปรกมาล้างนี่ มือมันจะสะอาดขึ้นไหมล่ะ มันก็ไม่สะอาดขึ้นมาจริงๆ ได้หรอก 

เหมือนกันน่ะ กับการที่เอาจิตที่คิดที่ปรุง...ไปหาเหตุหาผล หาทาง หาวิธีการ หาการกระทำ หาทางแก้ปัญหาด้วยความคิดความเห็นอะไรพวกนี้

มันก็เหมือนเอาน้ำสกปรก มาล้างมือที่สกปรก ...แล้วหวังว่า คาดว่า เข้าใจเอาเองด้วยความไม่รู้ว่า มันจะสะอาดขึ้น

เพราะนั้น เวลาที่ดูเหมือนว่าแก้ปัญหาได้ ดูเหมือนว่าคิดแล้วปฏิบัติตามแล้วได้ผล ...มันก็คือว่าไอ้น้ำสกปรกมันไปล้างไล่ขี้โคลนที่ติดที่มือนั้นออก ...แต่ว่ามือก็ถูกน้ำที่สกปรกนั่นน่ะชโลมอยู่

แล้วมันก็เข้าใจว่า...มันได้ผล ใช้ได้ผล ...แต่สุดท้ายมันก็..เอ๊ะ สงสัย ลังเล ทำไมมันไม่วาง ไม่จาง ไม่คลายออกซักที ...ทำไมมันถึงว่ามันเป็นอย่างนี้ 

เพราะจิต อาการของจิตน่ะ มันเกิดมาจากอวิชชา ...อวิชชาเป็นต้นเหตุ อวิชชาคือความไม่รู้เป็นต้นเหตุของอาการของจิต อาการไป อาการมา อาการคว้า อาการปรุง อาการแต่ง 

พวกนี้ มันเกิดจากอวิชชาเป็นต้นตอ เป็นหัวหน้า เป็นผู้บงการ ก็คือความไม่รู้น่ะมันเป็นตัวบงการ ...แล้วจะเอาความไม่รู้นี่ มาทำให้เกิดความรู้แจ้ง และเกิดการข้ามพ้นหรือว่าเหนือปัญหานี่ ...ไม่มีทาง

เพราะฉะนั้น ถ้าอยากจะออกจากปัญหา เหนือพ้นปัญหา หรือว่าออกนอกเหตุ ออกนอกปัญหานี่ ...คือต้องละที่ตัวมันเลย คือละที่ตัวจิต คือไม่เอาจิตไม่รู้ไปทำงาน หรือไปอาศัยจิตไม่รู้เป็นตัวนำทาง 

ไม่อย่างนั้นมันก็จะนำไปนู่น เข้ารกเข้าพง ออกไปธุดงค์ไปเรื่อย ไม่รู้ว่าที่ไหนคือที่สงบของมันหรอก ไม่รู้ว่ามันจะหยุดตรงไหน ไม่รู้มันจะได้ผลตรงไหน ไม่รู้มันจะพอเวลาไหน ...มันไม่จบ


ฉะนั้นก็ต้องเอาจิตรู้เท่านั้นน่ะ ไปละจิตหลง ...เอาจิตรู้นั่นแหละ ที่เป็นจิตหนึ่ง จิตที่อยู่ในปัจจุบัน ที่ตั้งมั่นอยู่กับปัจจุบัน เรียกว่าจิตรู้...มันก็รู้อยู่ อยู่กับกายใจนี่ 

คือจิตที่มันไม่ไปไหน เหมือนกับถูกบล็อกไว้ ถูกล็อคไว้ ไม่ให้มันส่าย ไม่ให้มันแส่...เขาเรียกว่าสมาธิ ...ให้มันตั้งมั่นอยู่กับกายใจปัจจุบัน มันก็อยู่ท่ามกลางกายใจปัจจุบัน


(ต่อแทร็ก 7/24  ช่วง 2)