วันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

แทร็ก 7/9





พระอาจารย์

7/9 (550229A)

29 กุมภาพันธ์ 2555



พระอาจารย์ –  การภาวนา...ก็ไม่เห็นมันจะต้องทำอะไร  ก็เพียงกลับมารู้ กลับมาเห็น...กาย-ใจ แค่นั้นเอง ...ส่วนกายใจก็ไม่เห็นต้องไปทำอะไรกับกายใจ มันก็มีของมันไป ขันธ์ห้ามันก็มีไป แสดงอาการของมันไป

ภาวนาก็คือกลับมาดูขันธ์ห้า...มันทำงานยังไง  กายมันทำงานยังไง ใจมันทำงานยังไง นามทั้งสี่มันทำงานยังไง ... กลับมาเรียนรู้ดูมันไป ไม่ต้องไปเดือดเนื้อร้อนใจกับมัน ดูการทำงาน กระบวนการของขันธ์ห้าไป

อย่าไปเผลอเพลินออกไปนอกขันธ์ห้า  ถ้ามันเผลอเพลินออกไปนอกขันธ์ห้า มันก็ไม่เห็นขันธ์ห้า  ถ้ามันไม่เห็นขันธ์ห้า มันก็ไม่เข้าใจเรื่องขันธ์ห้า  ถ้ามันไม่เข้าใจเรื่องขันธ์ห้า มันก็ไม่วางขันธ์ห้า  ถ้ามันไม่วางเรื่องขันธ์ห้า มันก็ยึดเรื่องขันธ์ห้า...ว่าเป็นเรา  ก็แค่นั้น...ภาวนา

เพราะนั้นว่า การภาวนาทั้งหมดก็คือ...กลับมาเรียนรู้ดูกายใจ ที่มันดำเนินไปด้วยอาการปกติของมัน ... การมารวมของขันธ์ห้าก็เป็นไปตามปกติ

มีแต่จิตที่ไม่รู้ของแต่ละสัตว์บุคคลนั่นแหละ ที่ไม่เป็นปกติกับขันธ์ห้า  มันมักจะไปหมายมั่นในอดีตในอนาคตกับขันธ์ห้า แล้วก็ไปคาดหวังอะไรกับขันธ์ห้า แล้วก็ไปเอาดีเอาร้ายกับขันธ์ห้า แล้วก็ไปจับจองครอบครองกับขันธ์ห้า

ไอ้พวกนี้เป็นเรื่องของจิตไม่รู้ที่เข้าไปมีกับขันธ์ห้า แล้วก็ทำตามอำนาจของจิตไม่รู้ ด้วยความอยากและไม่อยาก  มันก็เลยไม่รู้จักขันธ์ห้าซักที ...กี่ชาติๆๆ เกิดตายๆ มา  มันไม่รู้จักขันธ์ห้ากันซักที ว่าขันธ์ห้ามันเป็นอะไร มันเป็นของใครกันแน่

เพราะนั้นการภาวนาก็คือกลับมาดูขันธ์ห้า โดยย่นย่อรวมลงแล้วคือกายใจปัจจุบัน นี่ แล้วก็สังเกต แล้วก็ถี่ถ้วนกับมันเสมอ ยืนเดินนั่งนอน คิดนึกปรุงแต่ง จำได้ มีอารมณ์ มีความรู้สึกอะไรก็ตาม  ต้องมีสติระลึก แล้วก็รู้เห็นดูมันไป ด้วยความเป็นปกติ เป็นกลางๆ

จนกว่าใจ จนกว่าจิตมันจะยอมรับ ด้วยความยอมรับ ... มันเห็น มันรู้มันเห็นโดยที่เป็นกลางๆ นี่  จิตมันจะเกิดอาการยอมรับขันธ์ห้าตามความเป็นจริงขึ้นมาเอง มันก็จะเริ่มยอมรับขึ้นทีละเล็ก ทีละน้อยว่า เออๆ ขันธ์ห้านี้ไม่ใช่ของเรานะ

เมื่ออยู่ตรงนั้นก็เห็นขันธ์ห้านี่ มันเป็นของที่ควบคุมไม่ได้  ขันธ์ห้ามันเป็นอาการหนึ่งที่ปรากฏขึ้น ตั้งอยู่ตามเหตุและปัจจัย แล้วก็ดับไป ซึ่งมันไม่ใช่ธุระกงการอะไรของใครคนใดคนหนึ่งเลย ...จิตมันจะยอมรับของมันเอง 

ผลจากการที่มันสังเกต เท่าทัน ในอาการของขันธ์ห้าที่ปรากฏในปัจจุบันนี่ ซ้ำซาก ต่อเนื่อง ...มันไม่ใช่ว่าต้องไปคิด ต้องไปค้น ต้องไปหา ต้องไปสร้าง ต้องไปทำลายอะไร หรือต้องไปทำอะไรขึ้นมาใหม่แต่ประการใด

เพียงแต่กลับมาอยู่ในที่อันควร...คือเป็นผู้รู้ผู้ดู นั่นแหละเป็นที่อันควร หรือว่าใจผู้รู้ผู้ดูในปัจจุบันนั่นแหละ อยู่ในที่นั้นแหละ ...และอาศัยตรงนั้นที่เป็นผู้รู้ผู้ดูน่ะ ออกมาดูขันธ์ห้า กายใจ

ไม่ว่ามันจะเกิดอะไร ไม่ว่ามันจะแสดงอาการอย่างไร ไม่ว่ามันจะดูดีดูร้าย ดูถูกดูผิด ดูดั่งใจ ดูไม่ดั่งใจยังไง  ก็อดทนดูมันไปเฉยๆ เฉยๆ ... รู้เฉยๆ ดูเฉยๆ เห็นเฉยๆ

แรกๆ น่ะจิตมันไม่ยอมรับอะไรหรอก  เพราะจิตมันโง่ จิตมันอยู่ด้วยความไม่รู้ จิตมันปรากฏขึ้นด้วยความไม่รู้  มันก็ดิ้นรน กระเสือกกระสน กระวนกระวาย ที่จะเข้าไปปรุงแต่งต่อเติม เพิ่มบ้าง ลดบ้าง หาใหม่บ้าง ดีใจเสียใจกับอาการของขันธ์บางขันธ์ที่ปรากฏบ้าง ...มันเป็นเรื่องธรรมดาของความไม่รู้นะ

แต่ว่าอาศัยที่ว่าเราอยู่ในที่อันควร คือเป็นผู้รู้ผู้ดู ...ต้องอดทน ต่อจิตที่มันจะแตกตัวออกไป จากความไม่รู้ที่มันจะเข้าไปยุ่งเกี่ยว ด้วยอาการต่างๆ นานา  คว้าบ้าง จับบ้าง ผลักบ้าง ดึงบ้าง แสวงหาบ้าง หวงแหนบ้าง ต่อต้านบ้าง อะไรก็ตามพวกนี้

แรกๆ ระหว่างที่เราฝึกการดู เป็นผู้รู้ผู้ดู  มันไม่ดูด้วยอาการสงบหรอก เพราะมันไม่ยอมรับ  จิตน่ะมันก็จะไม่ยอมรับ มันจะอย่างโน้น มันจะอย่างนี้ มันจะอ้างเงื่อนไข มันจะอ้างเหตุอ้างผล มันจะอ้างธรรม อ้างถูกอ้างผิด อ้างควรอ้างไม่ควร อ้างตามความเห็นอะไรไม่รู้ไร้สาระต่างๆ นานาของมันไป

ก็ต้องอาศัยความอดทนอดกลั้น...เรียกว่ามีขันติ ที่ว่าให้เป็นอยู่ในฐานะแค่เป็นผู้รู้ผู้ดูเฉยๆ  แล้วก็สำเหนียกในมัน สำเหนียกด้วยความโยนิโส แยบคาย ในอาการต่างๆ นานาของขันธ์  ในอารมณ์ ในความคิด ในอะไรก็ตาม ...ถือว่าเป็นการสอนจิต ให้จิตมันฉลาดในขันธ์

อย่าไปกระโดดโลดเต้นตามขันธ์  ...มันคิดอะไรก็ทำตามความคิด มันมีอารมณ์อะไรก็ทำไปตามอารมณ์ มันมีความอยากความไม่อยากอะไรเกิดขึ้นก็ทำไปตามความอยากความไม่อยากนั้น  

อย่างนี้เขาเรียกว่ากระโดดโลดเต้นไปตามขันธ์ ...แล้วจะถูกอาการ หรือว่าผลที่ได้จากการกระโดดโลดเต้นไปตามขันธ์นั้นน่ะ มันพาให้วน มันพาให้ไปติด มันพาให้ไปข้องมากขึ้น ...แล้วเมื่อใดที่มันเข้าไปวน เข้าไปติด เข้าไปข้องมากขึ้น มันจะปิดบังความเป็นจริงของขันธ์มากขึ้นอีกโดยปริยาย 

กว่าจะกลับเนื้อกลับตัวกลับใจมาอยู่ในที่ที่ควรอยู่น่ะ...รากเลือดเลย  หาทางกลับเข้าบ้านไม่ถูกน่ะ ไม่รู้จะอยู่ตรงไหนดี ... เวลาทุกข์เกิดมากๆ น่ะ ดูเอาเหอะ มันดิ้นพล่านเหมือนหนูติดจั่นน่ะ เคยเห็นมั้ย

เวลาอยู่ในสภาวะอะไรที่มันคับแค้นแน่นใจ ทนไม่ได้  หรือว่าดูเหมือนทุกข์มันรุมเร้าหักโหมลงมานี่ เหมือนหนูติดจั่นน่ะ ...มันไม่รู้จะอยู่ตรงไหนดีน่ะ

นั่นน่ะเป็นผลที่ว่า ไม่กลับมาอยู่ที่กายใจในปัจจุบัน  ไม่รู้จักว่าที่ที่ควรอยู่คือที่ไหน หาผู้รู้ไม่เจอ หาที่ที่ตั้งของผู้รู้ไม่เจอ ... เพราะว่าปล่อยปละละเลย เผลอเพลินไปตามอาการของขันธ์ 

ต้องคอยตรวจสอบ ถี่ถ้วนในตัวเองอยู่เสมอ ว่าเดี๋ยวนี้มีการรู้การเห็นอยู่มั้ย มีสติอยู่มั้ย มีกายมีใจอยู่มั้ย ไม่ใช่อยู่แบบลอยๆ เลื่อนๆ ...เพราะนั้นภาวนาต้องมีเป็นตัวกำกับกายใจอยู่ตลอด ต้องอาศัยการภาวนาน่ะเป็นตัวกำกับ...ให้มันมีกายมีใจอยู่เสมอ

เมื่อใดที่มีการภาวนา คือมีสติ มีสมาธิ มีปัญญา  มันก็จะมีการระลึกรู้อยู่ลงที่กายใจในปัจจุบัน  เมื่อใดที่มันมีสติระลึกรู้ลงในกายใจปัจจุบัน มันก็อยู่กับกายใจปัจจุบัน มันก็เห็นกายใจปัจจุบันนั่นแหละ 

มันต้องอาศัยตัวภาวนาเป็นตัวกำกับกายใจ มันถึงจะปรากฏภาวะที่เรียกว่ากาย ภาวะที่เรียกสมมุติเอาว่าใจ เป็นที่ตั้ง เป็นที่อยู่ ...ถ้าไม่มีภาวนากำกับไว้ ไม่มีสติกำกับ ไม่มีสมาธิกำกับไว้นี่ มันไม่มีกายไม่มีใจเลยในวันนึง 

กายไปไหนก็ไม่รู้ ใจไปไหนก็ไม่รู้ ...มีแต่เรื่อง มีแต่ความคิด มีแต่อารมณ์ อะไรก็ไม่รู้  มีแต่ความทุรนทุราย กระวนกระวาย  มีแต่ความเผลอเพลิน ไม่มีกาย ไม่มีใจ ...หากายก็ไม่เจอ หาใจก็ไม่เจอ 

มีแต่เรื่องมีแต่ราว มีแต่ภาระ มีแต่ความวุ่นวาย มีแต่ความสับสนอลหม่าน มีแต่ความกังวล มีแต่ความเลื่อนลอย มีแต่ความเพ้อเจ้อ มีแต่การคาดเดา มีแต่ความคับแค้นไม่รู้จักพอ มีแต่ความไม่พอ ...มันไม่มีอยู่สองอย่างคือไม่มีกายกับไม่มีใจ

เพราะนั้นสติสมาธิ การภาวนานี่ มีไว้เพื่อให้เห็นว่ากายนี้มีอยู่ ใจนี้มีอยู่...เป็นที่ตั้ง เป็นฐาน  เพื่อจะทำการศึกษาและสำเหนียกในขันธ์ห้า ...เพราะที่ตรงนี้เป็นที่ที่เหมาะ ที่ควร ที่มันจะรู้เห็นความเป็นจริงได้...ที่มันจะรู้จะเห็นความเป็นจริงของขันธ์ห้าได้

ที่อื่นไม่มีน่ะ ในห้องเรียนไม่มีน่ะ ในตำราก็ไม่มีน่ะที่จะรู้ขันธ์ห้าได้  ในความคิด ความจำ ก็ไม่มีน่ะที่จะรู้ขันธ์ห้าได้ตามความเป็นจริง  ในความคิด ในความเห็น ในคำพูดของคนอื่น ก็ไม่มีน่ะที่จะเข้าใจหรือว่ารู้เห็นขันธ์ห้าได้ตามความเป็นจริง 

มันมีอยู่ที่เดียวเท่านั้นน่ะ ที่มันจะรู้ขันธ์ห้าได้ตามความเป็นจริง คือที่กายกับที่ใจนี้...เดี๋ยวนี้ ...ถ้าออกนอกนี้ไป...ออกนอกกายใจตรงนี้ไปนี่ ไม่มีทางที่จะรู้ขันธ์ห้าตามความเป็นจริง ไม่มีทางที่จะเข้าใจขันธ์ห้าตามความเป็นจริง ไม่มีทางที่จะปล่อยวางขันธ์ห้าเมื่อเข้าใจแล้วตามความเป็นจริง

สติสมาธิปัญญาที่แท้จริง ต้องเกิดที่กายใจ...เดี๋ยวนี้ ขณะนี้ ตลอดเวลา ...ละกิเลสความเผลอความเพลินไปเสีย ละกิเลสความลุ่มหลงมัวเมาลงไปเสีย ละความคิดความจำความปรุงความแต่งลงไปเสีย ละกิเลสความโลภความโกรธความหลงลงไปเสีย 

ไม่เอา ไม่เผลอเพลินไปกับมัน ไม่ไปหามรรคหาผลหานิพพานไปกับมัน  ...ถ้าจะหามรรคหาผลหานิพพาน ต้องอยู่ตรงนี้ อยู่ที่กายนี้ใจนี้

กายมันจะมีอยู่ได้ ใจมันจะมีอยู่ได้ในที่นี้ ต้องมีสติ ระลึกที่กาย ระลึกที่ใจ ...ใจคือรู้ กายคือก้อนธาตุ เย็นร้อนอ่อนแข็ง มันกระทบอะไรมันก็มีความรู้สึกอันนั้น 

เดิน...กระทบดิน มันแข็งเจอแข็ง มันก็มีความรู้สึกเป็นแข็ง เดินไปลมพัด...กระทบลมเย็น มันก็รู้สึกว่าเย็น เดินไปกระทบแดด...มันร้อนก็รู้สึกว่าร้อน นั่นน่ะ ตัวนั้นน่ะ...กาย

มีลมหายใจเคลื่อนเข้าเคลื่อนออก มีความรู้สึกว่าลมร้อนลมเย็นเข้าออก สม่ำเสมอ นั่นน่ะกาย ...ไม่ต้องไปคิด ไม่ต้องไปหา  มันมีให้เห็นอยู่ตรงนี้ ก็อยู่ตรงนี้ ดูมันรู้มัน  และไอ้ตัวที่ดูมันรู้มันนั่นน่ะใจ มันก็มีคู่กันอย่างนี้ กาย...ใจ อย่าให้มันหนีออกไปจากนี้ กายนี้...ใจนี้

มันจะหนีไปไหน ...หนึ่ง ความคิด  สอง ความจำ  สาม อารมณ์  สี่ ตาหูจมูกลิ้นกายภายนอก  นี่มันช่องทางไหลออกไป ที่มันจะลืมกายลืมใจนี่ ...เผลอเพลินไปเรื่องในอดีต เรื่องในอนาคต เดี๋ยวมันก็ลอยขึ้นมา เดี๋ยวก็จึ๊บ...กระโดด เกาะมันไปแล้ว 

พอกระโดดเกาะตามมันไป เข้าใจคำว่ามันเกาะเกี่ยวมั้ย  มันเกิดภาวะเกาะเกี่ยวอารมณ์ จับอดีตเป็นอารมณ์ จับสัญญา จับอนาคตเป็นอารมณ์  มันก็กระโดดเกาะไปกับอารมณ์ ไปมีอารมณ์กับมัน แล้วก็ไหลเลื่อนลอยออกไป

เมื่อมันไหลเลื่อนลอยออกไป กายใจก็เริ่มลางเลือนหายไป ดูเหมือนไม่มีเลย ไม่มีกายไม่มีใจอยู่ตรงนี้เลย ...ไม่มีกายไม่มีใจอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร ทั้งที่เราถามว่าความจริงกายมีอยู่มั้ย ใจยังมีอยู่มั้ย ...มีนะ แต่มันหายไปได้อย่างไรล่ะ

มัวแต่ไปหาอะไร ...หาเหตุหาผลกับความคิด หาความรู้จากความคิด หามรรคหาผลจากความคิด มัวแต่สร้างความเห็นใหม่ๆ  เพื่อให้เข้าใจว่าความเห็นอะไรที่ถูก ความเห็นอะไรที่จะเรียกว่าเป็นปัญญา จะต้องเห็นอย่างไร ...ทั้งหมดน่ะอยู่ในอาการลุ่มหลงมัวเมาหมด

เพราะในขณะที่มันอยู่ในอาการนั้นน่ะ ให้จำไว้เลยว่ามันมีกายมีใจมั้ย  ถ้ามันยังมีกายมีใจอยู่...ไม่ว่ากัน  แต่ถ้าไม่มีกายไม่มีใจ แปลว่าหลง หลงในความคิด หลงในความเห็น หลงไปในอดีต หลงไปในอนาคต หลงไปกับความปรุงแต่งของจิตสังขาร

เมื่อระลึกได้ปุ๊บนี่ ที่ปรากฏเลย สิ่งแรกที่ปรากฏเมื่อระลึกได้...คือใจรู้ แล้วก็กายปัจจุบัน ... ให้กลับมายันอยู่ตรงนี้  ยืนยัน นั่งยัน นอนยัน หลังพิงฝาอยู่ที่กายใจนี้ ...อย่าให้อะไรมาฉุดลาก ให้มันคลาดเคลื่อนออกไป

เพราะนั้นคำว่าสมาธิความตั้งมั่น คือมันตั้งมั่นอยู่ที่กายใจนี้  หมายความว่าต่อให้มีพญาช้างสารน่ะ เอาโซ่มาลากออกไป มันก็ไม่ไป ...ต่อให้มีทุกข์มีโศก มีเรื่องราวใหญ่โตมโหฬารขนาดไหน จะมาดึงให้เราออกไปจากกายใจ...ที่เรานั่งยันยืนยันหลังพิงฝาอยู่ที่กายใจนี่ มันก็ไม่ไป  เนี่ย เรียกว่าสมาธิตั้งมั่นอยู่ที่กายใจ

แต่ถ้าไม่ฝึก ไม่กลับมารู้กายเห็นกาย รู้ใจเห็นใจ อยู่เสมอ กำลังมันไม่มีหรอก ... ไม่ต้องว่าให้ช้างมาลาก หรือให้เรื่องราวอะไรมาลากหรอก  แค่เอามือโบกพัด...ก็ปลิวแล้ว ออกจากกายออกจากใจไป หูย เขาพัดมาแค่นี้นะ ปลิวออกไปนี่ห้าร้อยกิโลเมตรจากกายใจ ...อะไรมันจะง่ายดายปานนั้น

และอาศัยกำลังของสติสมาธิแค่นี้หรือ...จะมาข้ามภพข้ามชาติ ละภพละชาติ ละการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ...ไปนึกเอา  กำลังแค่เนี้ย...จะพอมั้ย 

เพราะนั้นคำว่าสติสมาธิปัญญา ฝึกบ่อยๆ รู้บ่อยๆ เห็นบ่อยๆ ในที่อันเดียวตรงนี้ ...มันก็จะสะสมพลัง ให้ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวไปตามโลกธรรมทั้งแปด

กิเลสน้อยใหญ่ของสัตว์บุคคลที่ล้อมรอบกายใจเราอยู่นี้ เราจะต้องเจอแน่ๆ ...นี่ไม่นับกิเลสของตัวเองนะ  มันยังมีกิเลสคนรอบข้างอีกแปดพันกว่าล้านคน แล้วก็วัตถุธาตุที่มันแปรปรวนเปลี่ยนแปลงทั้งโลก ... มันจะไหวมั้ยนี่ สมาธิเท่ามด ปัญญาเท่าปลวก 

มันจะต้องหนักแน่น ไม่หวั่นไหว...นี่เหมือนแผ่นดิน  ไม่ไปไม่มากับอะไรเลย อยู่ที่กายที่เดียว เป็นตายอยู่...ยืนยัน นั่งยัน นอนยัน เดินยัน...อยู่ที่กายใจๆๆ อยู่ตลอดเวลา

แล้วมันจะเห็นเองว่าทุกสิ่ง ...ไม่ว่าจะนอกเหนือจากกายใจนี้ หรือแม้แต่ตัวกายตัวที่อยู่ในกายนี้ทั้งหมด คือขันธ์ห้านี่  มันเป็นแค่สักแต่ว่าอาการหนึ่ง เกิดๆ ดับๆ เท่านั้นแหละ 

แต่ด้วยจิตที่ไม่ตั้งมั่น ด้วยใจที่ไม่ตั้งมั่นอยู่กับกายใจปัจจุบัน  มันยังไม่ทันจะดับเลย...กูจะไปดับมันแล้ว มันยังไม่ทันจะเกิดเลย...กูก็วิ่งไปสร้างให้มันเกิดขึ้นมาซะแล้ว  แล้วมันจะเข้าใจไตรลักษณ์ได้ยังไง มันจะเข้าใจความเป็นจริงว่าโลกนี้คือไตรลักษณ์ ขันธ์นี้คือไตรลักษณ์ ได้ยังไง

หรือว่าอะไรมันตั้งอยู่ ...แต่ความอดทนเท่ามดเท่าปลวก รอไม่ไหว รอไม่ได้  ไม่แก้ก็หนี ไม่หนีก็หาอะไรมาทับถม เปลี่ยนมันใหม่ ...เหมือนกับไปเร่งให้มันเกิดไตรลักษณ์ มันไม่ไตรลักษณ์ให้ซะทีนึง มันไม่ดับ ก็เลยทำให้มันดับซะเลย...ตามความอยาก เห็นมั้ย

มันดับไปยังไง มันดับเพราะอะไร ...มันดับเพราะทำให้มันดับตามความอยาก  เช่นไอ้คนนี้เหรอพูดไม่หยุด เดี๋ยวด่ามันซะหน่อย เตือนมันซะหน่อย มันจะได้หยุดพูด ...เนี่ย เออ ไตรลักษณ์เกิดแล้ว แน่ะ มันหยุด มันดับ

แต่มันดับเพราะอะไร ...อยาก เพราะมีความอยากพูด แล้วก็วจีสังขารสร้างขึ้นเพื่อให้มันดับ แล้วมันก็ดับ ...แต่มันดับไปตามผลที่เพราะว่ามีการกระทำและจงใจด้วยอำนาจของตัณหาและอุปาทาน

คือถ้ารู้อยู่เฉยๆ ที่กายใจนี่  เดี๋ยวจะตาย จะทนไม่ไหว  มันอึดอัด มันคับ มันแน่น  จิตมันดิ้น มันหาเหตุหาผล มันหาถูกหาผิด มันว่ามันไม่ควร มันว่าเราดี มันว่าเขาไม่ดี  มันจะสร้างเหตุสร้างผล สร้างคุณงามความดีของตัวเอง สร้างความชั่วของคนอื่น  มันจะปรุงอะไรไม่รู้เยอะแยะ จนให้มันต้องทำอะไรสักอย่างนึง

แต่ถ้าอดทนรู้อยู่ที่กายใจด้วยความตั้งมั่น  แล้วก็เท่าทันอาการของจิตคิด จิตปรุง จิตแต่ง จิตหาเหตุ จิตหาผล หาเงื่อนไข หาถูกหาผิด ...รู้อยู่เท่าที่มันปรากฏทางอายตนะ ไม่ว่าจะรูปหรือเสียง 

สุดท้ายนั่นน่ะ ถ้าอยู่อย่างนั้นน่ะ มันจะเห็นความเป็นจริงว่าไตรลักษณ์เกิดขึ้นยังไง เกิดตั้งอยู่ยังไง ดับเองอย่างไร ...ไม่ได้ดับไปด้วยอำนาจของตัณหาและอุปาทานแต่ประการใด ไม่ได้ดับไปด้วยอำนาจของภวตัณหาหรือวิภวตัณหาแต่อย่างใด

เมื่อมันไม่ได้ดับไปด้วยอำนาจของตัณหา ไม่ได้ดับไปด้วยอำนาจของวิภวตัณหา  มันจะทำให้ความเป็นตัวเรา ความเป็นเจ้าของขันธ์เรา ความเป็นเราผู้มีอำนาจซึ่งมีมานะ มันน้อยลง

แต่เมื่อใดที่ทำให้มันดับไปได้ ไม่ว่าจะเป็นภายนอกหรือไม่ว่าจะเป็นภายใน...ด้วยอำนาจของความอยากหรือความไม่อยากแล้วนี่  มันจะทำให้ตัวเรานี่แข็งแกร่ง กล้า หมายมั่นในตัวเองมากขึ้น มีทิฏฐิมานะมากขึ้น  ความเป็นเราก็ใหญ่โตมโหฬารขึ้น พองเหมือนกับอึ่งอ่าง อึ่งๆๆๆ ตัวแค่เนี้ย แต่เสียงเท่าบ้านเท่าโอ่งอย่างนี้

เนี่ย เมื่อใดที่ทำไปตามอำนาจของตัณหาอุปาทาน ทำไปตามอำนาจของความอยาก-ความไม่อยากนี่   ผลออกมานี่ มันจะสะสมมานะ สะสมความหนาแน่นในความเป็นเราของเรา หวงแหน มีศักดิ์มีศรีขึ้นมา มีความเป็นตัวตนของเรามากขึ้นๆๆ 

และเมื่อมีความเป็นตัวเป็นตนของเรามากขึ้นเท่าไหร่ อะไรแตะนิด อะไรต้องหน่อย อะไรผิดหูผิดตา อะไรนิดอะไรหน่อย มันจะเกิดเป็นปฏิฆะจนถึงขั้นโทสะ ไม่ยอมรับอะไรได้ง่ายๆ

เพราะนั้นเมื่อไม่ยอมรับอะไรได้ง่ายๆ นี่ มันจะอยู่ในโลกนี้แบบยากลำบาก  เพราะโลกมันไม่ง่ายๆ หรอก เพราะโลกเป็นเรื่องไม่ง่ายๆ หรอก  เพราะโลกมันเป็นเรื่องของความแปรปรวน เพราะโลกเป็นความบกพร่อง เพราะโลกเป็นความไม่เต็ม เพราะโลกเป็นภาวะที่เรียกว่านอกเหตุเหนือผล

บทจะมาก็มา บทจะไปก็ไป  มันไม่ต้องคาดไม่ต้องเดาอะไรน่ะ หาความถูกความจริงอะไรกับมันไม่ได้หรอก  

เดินไปดีๆ ไม้ตกใส่หัวกลางถนนก็ได้ เนี่ย 'ทำไมต้องตกใส่กูวะ ทำไมไม่ตกใส่คนอื่น' ...เห็นมั้ย จะหาเหตุหาผลอะไรกับมันได้ในโลกนี้


(ต่อแทร็ก 7/10)