วันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

แทร็ก 7/14


พระอาจารย์
7/14 (550305D)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
5 มีนาคม 2555



ผู้ถาม –  คือระหว่างที่นั่งแล้ว... ถึงตรงนั้นแล้วมันจะรู้สึกว่ามัน เนียนๆ นวลๆ

พระอาจารย์ –  ก็เป็นสภาวจิต  รู้จักคำว่าจิตมั้ย...จิต  นั่นคือจิต จิตหนึ่ง จิตอันหนึ่ง สภาวจิตอย่างหนึ่ง เข้าใจมั้ย เข้าใจคำว่าจิตตานุสสติปัฏฐานมั้ย นั่นน่ะคือจิตตัวหนึ่ง  ...แล้วใครที่รู้


ผู้ถาม –  ก็ตัวผู้รู้น่ะครับ

พระอาจารย์ –  อย่าไปอยู่ในนั้น...อย่าไปอยู่ในจิต  เห็นมั้ย ดีใจ...มันเข้าไปแล้ว ... ถ้าไม่เข้ามันไม่ดีใจ ถ้าไม่เข้ามันไม่ไม่พอใจ 

ถ้ามันรู้อยู่เห็นอยู่ มันจะเป็นปกติ...เหมือนกระดาษ เหมือนเห็นกระดาษเปล่าน่ะ มันจะเห็นแบบธรรมดา ...นี่เขาเรียกว่ารู้เท่าทันจิต

เพราะนั้นถ้าไปนั่งสมาธิ ... ถ้าหวัง...แล้วมันจะเกิดการเข้าไปในจิต...ที่ได้ ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ...แต่ไม่รู้ว่ามันเป็นจิตหลง ก็หลงในจิต...หลงจิตดี หลงกุศลจิต ...ติดดีก็เกิดดีเป็นสุข

หลงจิตทุกข์ก็เกิดในทุกข์ เป็นจิตไม่ดี ขุ่นมัว เศร้าหมอง ก็ไปเกิดเป็นทุกข์ ...เห็นมั้ย จิตพาเกิดนะ ... แต่เมื่อใดจิตดี...รู้ว่าจิตดี จิตไม่ดี...รู้ว่าจิตไม่ดี  ก็ไม่ไปในเกิดในจิตดี ก็ไม่ไปเกิดในจิตไม่ดี ในปัจจุบันนั้น

นี่เรียกว่าอยู่เหนือ...ใจนี่อยู่เหนือโลก ใจนี้อยู่เหนือขันธ์ ...แต่ถ้า...เข้าไปพอใจ..ไม่รู้ตัว เข้าไปไม่พอใจ..ไม่รู้ตัว ใจดวงนี้อยู่ใต้ขันธ์ 

แล้วถ้ายังไม่รู้อีก ไม่มีปัญญาอีก ยังทะเยอทะยานด้วยอำนาจของความอยากได้ อยากครอง อยากครอบครอง อยากรักษา อยากทำให้มากขึ้น ...นี่ก็เรียกว่ามโนกรรม สร้างมโนกรรม...อวิชชา ปัจจยา สังขาร

สังขารานี่ มีได้หมด ตั้งแต่กาย วจี มโน ...ตอนนี้ก็ปัจจยาสังขาราที่เรียกว่ามโน คือจิต ... แล้วก็ถ้าไม่เข้าใจ...ก็ไปเรียกว่านี้เป็นสมาธิ มันเลยดูดี มันเลยกลายเป็นอภิปุญญาภิสังขารโดยสมมุติ 

แล้วไม่ยอมละ ไม่ยอมถอน ไม่ยอมออกมาเป็นผู้รู้ผู้เห็น  เสียดาย อาวรณ์ เป็นห่วง อาลัย ...นั่นแหละคือภาวะที่เรียกว่า ติดข้อง เกาะเกี่ยว เหมือนบ่วง เป็นบ่วง ...เป็นตะขอ 

ตะขอยังไง...จะได้อยู่ด้วยกันไง ตะขอยังไง...เป็นพันธนาการ ตะขอยังไง...เป็นแอก  นี่ ...ไม่อิสระ ไม่แยกออกจากกัน ไม่เป็นอิสระ เห็นมั้ย เห็นคำว่าไม่เป็นอิสระ...จากขันธ์ ก็อยู่ใต้อำนาจของขันธ์ปรุงแต่ง 

สติต้องเท่าทัน กลับมารู้กลับมาเห็นอยู่ที่ใจ...เป็นยันต์กันผี  ไม่ให้มันอยู่ใต้อำนาจขันธ์ ไม่งั้นจะเป็นเบี้ยล่างของขันธ์ ...กลับมาแล้วยังอยากเลย นี่ มันติดแล้ว

แล้วจิตมันปรุงต่ออีกนะ จะหาวิธียังไง กลับมาจะใช้วิธียังไง เพื่อให้ได้จุดนั้นอีก 

อยากหาที่เกิดรึไง ...ก็บอกว่าไม่ให้เกิด ออกจากความเกิด จะไปเกิดอีกทำไม ...มันอาลัยน่ะ มันอาวรณ์  เห็นมั้ยว่าพันธนาการน่ะ 

ด้วยอำนาจของความไม่รู้...มันเกาะเกี่ยวอย่างนี้  มาเนียนก็เนียน มาหยาบก็หยาบ มาละเอียดก็เกี่ยวแบบละเอียดก็ได้ เดี๋ยวมันจะมาแบบไม่มีอะไรเลยก็ยังได้เลย ... แต่ถามก่อนว่ารู้มั้ย...รู้อยู่มั้ย


ผู้ถาม –  เห็นครับ

พระอาจารย์ –  เออ นั่นแหละ ตรงนั้นแหละ ที่อยู่ที่แท้จริง 

เพราะตรงนั้นไม่มีที่เกิด เพราะตรงนั้นไม่มีอาการ เพราะตรงนั้นไม่มีขึ้นไม่มีลง ไม่มีสภาพ ไม่มีสภาวะใดสภาวะหนึ่ง นั่นเป็นที่อยู่ที่พึ่งที่อาศัยอันประเสริฐ ปลอดภัย

ใจผู้รู้ ใจผู้เห็น...สำคัญ  นอกนี้ไป...ทิ้ง ละ ปล่อย ไม่หวนคืน ...เข้าใจคำว่าไม่หวนคืนมั้ย  หวนมั้ย จิตมันกระหวัดหวนมั้ย อยากได้คืนมั้ย นั่น ให้มันอนาลโย ไม่หวนคืน 

อย่าเสียดาย อย่าคิดว่ามันดี อย่าไปคิดว่ามันดี ...เพราะความคิดว่ามันดีนี่แหละจะเป็นตัวเหตุให้เกิดความเกาะเกี่ยว ด้วยอำนาจของความปรุงแต่งจากความไม่รู้ 

มันจะไปเกาะเกี่ยวด้วยสัญญาอารมณ์ เป็นสัญญาอารมณ์  เข้าใจคำว่าสัญญาอารมณ์มั้ย คือสัญญาจิต แล้วมันจะจดจำเป็นสัญญาอารมณ์ ...มันก็จะติดในสัญญาอารมณ์ 

ตอนนี้ไม่มี ...รู้ตรงนี้ อยู่ตรงนี้  อยู่ที่กายตรงนี้ อยู่ที่จิตกำลังคิดกำลังหาตรงนี้ ...รู้อยู่ตรงนี้ กลับมารู้อยู่ตรงนี้แค่นั้น  หวนอีก ระลึกอีก...ให้ทัน  คิดอีกแล้ว หลงอีกแล้ว หาอีกแล้ว สัญญาอีกแล้ว รู้ให้ทัน อยู่ตรงนี้ 

ถ้ายังไม่แน่น ยังไม่หนา รู้ยังไม่อย่างหนา รู้กายไว้...กำลังทำอะไร ... จนใจมันเด่นตั้งมั่น รู้ชัด เห็นชัด ไม่สุขไม่ทุกข์กับอะไร ไม่ดีไม่ร้ายกับอะไร ไม่ขวนขวายหาอะไร ...อยู่ตรงนั้น ตั้งอยู่ตรงนั้น อยู่ที่ใจดวงเดียว

ภาวนาทั้งหมดเพื่อใจดวงเดียว ...อันอื่นเป็นของเล่น  อย่าไปติดของเล่น ชื่อบอกแล้วว่าของเล่น ไม่ใช่ของจริง ...นอกจากนี้ไปเป็นของเล่นหมด ...เพราะไม่จริง  

ทำไมถึงไม่จริง ...มันดับไปแล้วไง  ถ้าจริงมันต้องไม่ดับสิ ถ้าจริงมันต้องไม่หายสิ ถ้าจริงมันจะต้องเที่ยงสิ ถ้าจริงมันจะต้องรักษาเอาไว้ได้สิ ....ถ้ามันจริงน่ะ 

มันคือของเล่นน่ะ ของสัปรังเคหรือว่าของหลอกเด็ก ไม่มียี่ห้อ ไม่มีราคา ...มันแป๊บเดียวก็พังน่ะ แป๊บเดียวก็...เอ๊อะ นึกว่าดี นึกว่าใช่  แหม ไม่มีอะไรเหลือแล้ว หมดแล้ว 

นั่น ไม่เที่ยง ...ไม่เที่ยงแล้วยังไง หายไปไหน ...สุญโญ ไม่มีตัวตนที่แท้จริง ... นั่น ให้มันเห็น ให้มันเห็นความจริงอันนี้ มันจะได้ไม่ไปคว้าของเล่นอีก มันจะได้ไม่ไปเสียดายกับของเล่นอีก 

เพราะว่าจากนี้ไปนี่ สามโลกธาตุนี่เป็นของเล่นหมด ไม่มีของจริง ไม่มีอะไรจริง ... นั่น มันต้องสอนให้เห็น ...ใจมันจะต้องเห็นความเป็นจริงตรงนี้

แต่ว่าวางสิ่งหนึ่งมันก็จะติดสิ่งหนึ่ง วางสิ่งหนึ่งมันก็จะมีติดอีกสิ่งหนึ่งมาอยู่เรื่อยน่ะ หลง...รู้ทันอันนี้ มันก็ไปสร้างอันใหม่ มันก็ไปหลงอันใหม่ที่เกิดขึ้น วางอันนี้..มันก็จะสร้างอันใหม่มาให้เราหลงอันใหม่อีก 

หน้าที่ของเราคือรู้เพื่อละ...รู้เพื่อละ รู้เพื่อปล่อย รู้จนกว่าจะเห็นว่ามันเป็นของเล่น คือเห็นความดับไป หมดไปในตัวของมันเอง ให้เห็นทันอาการที่เข้าไปอาวรณ์ อาลัย อาดูรคับแค้น ปริเทวนาโสกะกับมัน 

ไม่เอา ...ไม่ต้องไปห่วงไปหา ไม่ต้องไปอาลัย ...ตัดอาลัย ตัดเสียดาย ตัดความอยาก ตัดความไม่อยาก ...นั่นแหละ หน้าที่ 

ที่ที่จะตัดก็คือรู้อย่างเดียว อยู่ที่รู้ไว้ ...นั่นแหละคือการตัดโดยที่ไม่ต้องมีใครไปตัด หรือไปบังคับว่าให้หยุด ... มันหวน...รู้ มันหวน...รู้ ...นี่ ตัดโดยตัวของมันเอง 

ไม่ใช่ว่าบังคับให้มันหรือว่ากำแน่นไม่ให้มันไป...ไม่ใช่  รู้ไว้ๆ ...อย่ากำ  รู้ไว้ มันไปก็ไป...แต่รู้ เขาเรียกว่ารู้เบาๆ แต่ชัดเจนน่ะ อยู่ที่รู้ 

คือถ้าไปรู้แบบห้ามมันไปห้ามมันมา...นี่กำ ... เครียดแล้วนะ ไม่ให้มันคิดนี่เครียด ไม่ให้มันเกิดความอยากขึ้นก็เครียด ...ก็รู้ รู้อยู่เบาๆ คลายๆ 

มันจะไปก็ไป...แต่รู้  ไปก็ไป รู้อีก ไปก็ไป...รู้อีก...ละอีก รู้อีก...ละอีก อยู่อย่างนี้ มันจึงจะเป็นการชำระความเห็นผิดที่อยู่ภายใน ความไม่รู้ที่อยู่ภายใน 

แต่ถ้าเราไปปกปิดไว้ด้วยการบังคับให้มัน ...เออ อาจารย์ว่าให้รู้ ก็รู้ รู้อย่างเดียว ไม่ให้มันขยับไปจากรู้เลย ...นี่ปกปิดอีกแล้ว ความไม่รู้มันจะออกมาแสดงก็ไม่ยอม 

นี่เพ่งลงไปเลย นี่ขั้นเพ่งลงไปที่ใจที่เดียว มันก็กลายเป็นก้อนเหมือนก้อนหินไปเลย 

รู้พอดีๆ แต่ชัดเจน ...ชัดเจนหมายความว่า เมื่อมันมีอาการขยับตัว จะไปจะมา...ทัน เห็น เห็นแล้วปุ๊บ...ละ ไม่ต่อ...ไม่ตาม ไม่ต่อ..ไม่ตาม นั่นน่ะคือการละ ...กลับมารู้อีก รู้อีก อยู่ที่รู้อีก 

ความอาลัยอาวรณ์ ความเสียดมเสียดายมันจะค่อยๆ จางลงไป จะน้อยลงไปเอง ...ความเห็นว่าไม่มีสาระแก่นสารในสิ่งที่มันกำลังค้นกำลังหา ความไม่มีค่าไม่มีราคามันจะมากขึ้น 

ก็จะมีความเสมอกันในแง่ที่ว่าเหมือนกระดาษเปล่า...เท่ากัน

แต่ตอนนี้พวกเรายังเห็นว่ากระดาษนี้ มีเติมนี้ เป็นภาพนี้ เป็นสีนั้น มีลาย ลวดลายบรรจงวิจิตร  มันยังเห็นค่าไม่เหมือนกัน ตามนิมิต ...มันเป็นนิมิต เป็นภาพ

เหมือนนิมิตมั้ย เกิดไปแล้วก็ดับไป ...เหมือนภาพมั้ย อารมณ์เมื่อห้าวันสิบวันก่อนนี่ แล้วตอนนี้มันไม่มีหลงเหลืออยู่เลย นี่ เหมือนนิมิต เหมือนภาพนะ 

ทั้งหมดมันเป็นนิมิต ...โลกคือนิมิต ทั้งหมดเลยมันเป็นนิมิตอย่างนี้  ...ก็เริ่มเห็นว่าไม่มีราคา ไม่มีคุณค่าพอที่จะให้...To die for  เพื่อการค้นหาหรือครอบครอง แสวงหาอีกต่อไป 

นี่ มันก็จะเริ่ม...เออ แค่นี้ ...รู้จักคำว่า พอแล้ว พอดีแล้ว แค่นี้ก็พอแล้ว แค่รู้นี่...พอแล้ว แค่อยู่ที่รู้ตรงนี้เดี๋ยวนี้...พอแล้ว ...มันจะเริ่มรู้จักคำว่า "พอ"

ภาษาหลวงตาบัว เวลาใครเอาอะไรไปให้ หรือว่าใครไปทำบุญ ดี...พอดี พอใจๆๆๆ เท่าไหร่ก็พอใจๆๆ คือท่านพอ ดีหมด พอใจหมด เพราะมันมีแค่ตรงนั้นน่ะ  

ท่านพ่อเฟื่อง (โชติโก) รู้จักรึเปล่า ...มีคนไปถามท่านว่า ท่านพ่อชอบฉันอะไร จะเอามาถวาย  ท่านพ่อเฟื่องบอกว่า ชอบของที่มีอยู่ตรงนี้  ไม่รู้ว่าชอบอะไร แต่เราชอบไอ้ที่มันมีอยู่ตรงนี้ 

นั่น คนที่รู้จักคำว่าพอดีน่ะ  จะไม่มีคำว่าอดีตหรืออนาคต จะไม่มีการกะเกณฑ์ล่วงหน้าลับหลัง 

จริงๆ ท่านพูดเป็นอุบายเพื่อให้เห็นว่า อย่าให้จิตมันแลบไปหาอะไรที่นอกเหนือจากตรงนี้ แค่นั้นเอง และให้รู้จักคำว่า “พอ” ...ถ้าไม่อยู่ตรงนี้ มันไม่พอ มันขาด ...ไม่ขาดก็เกิน 

เห็นมั้ย จิตมันก็มีการอดอยาก เห็นจิตที่มันหิวโหยมั้ย มันหิวนะ มันหิวอารมณ์ มันหิวจิตที่ดีกว่านี้ 

ต้องพอ...ดี ในที่นี้ ...คือรู้ อยู่ที่รู้ จึงจะพอดี  ถ้าไม่อยู่ที่รู้ ไม่พอดี ...มันจะมีอำนาจของตัณหาอยู่ตลอด ถ้าออกนอกรู้นี้ไป เบื้องต้นนะ ...จนกว่าตัณหามันหมดสิ้น โดยสิ้นเชิง คราวนี้ไม่มีปัญหา 

แต่ตอนนี้มีปัญหาแน่ถ้าออกนอกนี้ ออกจากรู้นี้ไป ...ความอยากจะเกิดขึ้นพร้อมกัน ความไม่อยากก็จะเกิดขึ้นพร้อมกัน ... เพราะใจนี้มันยังผ่านประตูที่ห่อหุ้มมันคืออวิชชาอยู่ 

มันจึงออกไปพร้อมกับความไม่รู้ที่แฝงด้วยตัณหา ความไม่รู้จักพอ ทั้งในแง่ของโลก ทั้งในแง่ของธรรม ทั้งในแง่ของดี ทั้งในแง่ของไม่ดี ...มันจะผ่านออกไปโดยที่ว่ามันยังมีตัวที่ปนเปื้อนอยู่ห่อหุ้มใจอยู่ 

เพราะนั้นเวลามันออกจากใจนี้ไปนี่ ... มันจะต้องมีอวิชชา...ด้วยความไม่รู้ และก็กอปรด้วยอำนาจของตัณหา...แล้วก็ความหมายมั่นไปพร้อมกัน 

ยิ่งออกไปนานเท่าไหร่ ยิ่งออกไปไกลเท่าไหร่...ยิ่งหนาแน่นขึ้น เป็นตัวเป็นตนของเรามากขึ้น เป็นเรื่องของเรามากขึ้น เป็นจริงเป็นจังมากขึ้น 

แต่ถ้ารู้เร็ว รู้ไว รู้ทัน รู้ใกล้ ... ปุ๊บ ...มันจะหักอาลัย หักอาวรณ์ หักเสียดายได้ง่ายขึ้น ...ไม่ค่อยเสียดายเท่าไหร่ 

แต่ถ้าคิดมาสักสามวันสามเดือนนะ แล้วให้มันหยุดคิดนี่ มันไม่ยอมน่ะ มันไม่ยอม  มันรู้สึกจะเป็นจะตายกระสับกระส่ายเหมือนกับจะขาดสิ้นใจเลย มันละไม่ได้ง่ายๆ หรอก ...เห็นมั้ย เพราะอะไร

เพราะมันพอกพูนด้วยอวิชชาตัณหาอุปาทาน เหมือนกับย้อมแมวขึ้น ย้อมแมวขึ้น จนกลายเป็นแมวจริง ... มันเอาจนของไม่จริงนี่ ดูเหมือนจริง เป็นจริงไปเลย

เพราะนั้นละ...ด้วยการรู้บ่อยๆ ... อย่าให้มันกระหวัด อย่าให้มันหวน ในอดีต ในอนาคตก็ตาม ...ไม่ให้มันหวน 

อย่าไปหวน อย่าไปอาลัย อย่าไปคิดว่ามันเป็นมรรคมันเป็นผล อย่าไปหาเหตุหาผลกับมัน อย่าเอาถูกเอาผิดกับมัน อย่าจริงจังกับมัน 

เพราะมันไม่จริง เพราะไม่มีอะไรจริง นอกจากรู้นี้แล้วไม่มีอะไรจริง บอกให้เลย ... ให้มันเด็ดเดี่ยวลงไปในใจดวงเดียว ...ไม่ได้อะไรหรอก เหลือแต่ใจดวงเดียว 

แล้วสุดท้ายก็ไม่เหลือใจ นั่นแหละ มันไม่มีอะไรเหลือหรอก ...อย่าไปเชื่อจิตที่มันคิดว่า ต้องอย่างนี้แล้วมันจะไปอย่างนี้ แล้วจะมีระดับมีเลเวลๆๆ 

มันหลอก จิตปรุงแต่งด้วยสัญญาอารมณ์ ด้วยความคิดความจำ ได้ยินได้ฟังมา มันจะหล่อหลอมออกมาเป็นระดับของจิตอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วปัญญาก็ยกระดับอย่างนี้อย่างนี้ 

ปัญญามีอยู่ที่เดียว ที่นี้ ที่รู้และเห็น ตรงนี้ นั่นน่ะ ปัญญาญาณ ปัญญา..รู้เห็นตามความเป็นจริง ญาณทัสสนะคือเหมือนกับเห็น หยั่งลงไปเห็น ...นั่นน่ะปัญญาญาณ 

อยู่ที่เดียว คือใจ ...ไม่ใช่ความรู้อะไรเลย แต่คือตัวรู้และตัวเห็นนั่นแหละคือตัวญาณทัสสนะที่แท้จริง ... เพราะนั้นปัญญามันมีอยู่ที่ใจนั่นแหละ ไม่ต้องไปหาที่อื่น 

อย่าไปคิดว่าความรู้นั้นความรู้นี้ หรือว่าจิตอย่างนั้นอารมณ์อย่างนี้ สภาวะนั้น สภาวธาตุนี้ สภาวะขันธ์นี้ สภาวธรรมนั้น เป็นปัญญา...แล้วได้เห็น 

ไม่เคยเห็น...ได้เห็น ไม่เคยได้ยิน...ก็ได้ยิน ไม่เคยปรากฏก็ปรากฏ...ไม่ใช่  มันก็คือนิมิต คือสังขารธรรมหนึ่ง คือขันธ์หนึ่ง...เท่านั้นแหละ เอ้า

ขันธ์หยาบ ขันธ์กลาง ขันธ์ละเอียด ขันธ์ประณีต มีกี่ขันธ์ล่ะ ขันธ์ที่ยังไม่ปรากฏ ขันธ์ที่ปรากฏมาแล้ว ขันธ์ปราณีตที่ยังไม่ปรากฏ หรือขันธ์ปราณีตที่ดับไปแล้ว ...ขันธ์ทั้งนั้น ขันธ์ปรุงแต่ง 

สุดท้ายของขันธ์...ไม่มี ขันธ์ ๕ ไม่มี ไม่มีขันธ์ ๕ ...เพราะตัวตนที่แท้จริงคือ ชั่วคราว...ปั้บ...แล้วก็ดับ ...หาซิอยู่ไหน ตัวตนนี้อยู่ไหน ...มันมีให้เห็น ให้เล่น แค่ชั่วคราว...ปั้บ..ดับ  หาซิ มันไปไหน...ไม่มี 

พระพุทธเจ้าบอกไม่มีนะขันธ์ ๕ ... ขันธ์ ๕ ไม่มีนะ ขันธ์ ๕ เป็นของว่าง ขันธ์ ๕ เป็นของสูญ ขันธ์ ๕ เป็นสุญโญ...ไม่มี

เรายังไปหาอะไรอีก...ด้วยความอยากหรือความไม่อยาก ...ไอ้ที่มีอยู่นี่ ก็อยู่กับมันไป ชั่วคราว เกิดๆ ดับๆ ไม่เกิดก็ดับ ไม่ดับก็ตั้งอยู่ เอ้า ตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ไป ก็รู้มันไป กายนั่งก็รู้ว่านั่ง ไม่ต้องออกจากนั่งนี้ 

เนี่ย ไม่ต้องไปหาอะไรที่นอกจากนั่งเนี้ย เดี๋ยวก็จะเห็นว่านั่งนี่มันก็อยู่ไม่นานหรอก เดี๋ยวก็เป็นยืน เอ้า เป็นความรู้สึกใหม่ขึ้นมาแทนแล้ว ความรู้สึกในกาย เห็นมั้ย 

คืออยู่กับมันไป นอกนั้นก็ไม่มีอะไร... ธรรมก็มีอยู่แค่นี้ เดี๋ยวนี้ แล้วก็รู้เห็น ปัญญาก็อยู่ตรงเนี้ย ก็รู้เห็นธรรมตรงเนี้ย เดี๋ยวนี้ ...เกิดๆ ดับๆ ไม่เกิดก็ดับ ไม่ดับก็ตั้งอยู่ ตั้งอยู่ก็แปรปรวน 

อยู่ในความตั้งอยู่นั่นแหละ...ในระหว่างที่กายตั้งอยู่ รู้ว่านั่ง ก็มีเย็นมั่ง มีร้อนมั่ง มีเมื่อยมั่ง มีตึงมั่ง เอ้า ก็มีอิริยาบถย่อยอยู่ในอิริยาบถใหญ่ ...มันก็มีความแปรปรวนอยู่ในความตั้งอยู่  

สุดท้ายก็ดับ สุดท้ายก็เสื่อม สุดท้ายก็หมดสภาพนั้น ...แน่ะ แม้แต่ตัวตนในปัจจุบันยังเป็นของเล่นเลย เป็นของไม่จริงอยู่เลย

 แล้วมันก็มาศึกษา...ญาณปัญญาก็เห็นความไม่จริงที่อยู่ตรงนี้ ดวงนี้ กองนี้ ...ไอ้ที่เคยว่าจริง ไอ้ที่เคยว่ามี ไอ้ที่เคยว่าเป็น มันก็...เออ กลายเป็นของเล่นไปซะยังงั้น 

มันเห็นเข้าไปเรื่อยๆๆๆ มันก็ปล่อย  มันจะไปถืออะไรกับของไม่จริง มันจะไปครอบครองอะไรกับสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง มันจะไปหวงแหนอะไรกับของที่ไม่มีจริง ...แน่ะ ผลมันเกิดนี่

แต่ถ้ายังไปหาปัญญาตรงนู้น มาหาปัญญาตรงนี้ ตอนนั้น เวลานั้น ที่นั้น...ไม่มี  ปัญญาไม่มีตรงไหนหรอก มีอยู่ตรงนี้ ตรงที่เห็นนี่ ตัวที่เห็นนี่ นั่นน่ะ 

มันเห็นว่าอะไร ...เห็นว่าทั้งหมดนี่เป็นของเล่น เห็นขันธ์ ๕ เป็นของไม่จริง ...นั่นน่ะคือความจริง มันเห็นความเป็นจริงว่าขันธ์ ๕ นั่นน่ะ...ไม่จริง นั่นน่ะความจริง ...มันเห็นความจริงอย่างนั้น 

แล้วมันไม่รู้จะไปหาความจริงที่ไหน ...เมื่อใดที่มันเห็นขันธ์ ๕ ไม่จริง ทุกอย่างไม่จริงหมดแหละ เพราะทุกอย่างที่มันรู้ที่มันเห็นได้นี่ เพราะอาศัยขันธ์ ๕ 

รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์นี่มันกระทบได้เพราะอาศัยอายตนะ ...เมื่อใดที่เห็นกายไม่จริง เห็นกายไม่ใช่เรา รูปเสียงกลิ่นรสนี่ไม่ใช่เรื่องของเราหมดเลย ...จากนั้นก็เหลือแต่จิตยังโลดแล่นอยู่ 

ก็มาเรียนรู้เรื่องจิตเกิดๆ ดับๆ เกิดๆ ดับๆ ตรงนี้ ...ไม่ต้องไปตาม ไม่ต้องไปค้นในจิตหรอก  ให้เห็นมันเกิดๆ ดับๆ ตรงนี้... ต้องอยู่ที่ฐาน ฐานรู้นี่  อย่าแกว่ง อย่าออก อย่าออกนอกนี้ อย่าออกนอกรู้นี้ 

ถ้าออกแล้วหลง ถ้าออกแล้วเพลิน ถ้าออกแล้วหิว ถ้าออกแล้วกระหาย ถ้าออกแล้วไม่อิ่ม ไม่เต็ม มันรู้สึกไม่เต็ม มันไม่เต็มอ่ะ ... เห็นมั้ย จิตน่ะมันไม่เต็มหรอก 

ใจนี่น่ะมันเต็ม มันเต็มที่ใจ  ถ้านอกจากใจแล้วไม่เต็ม ...ถ้าจิตนี่ไม่มีทางเต็ม จิตคิด จิตหา จิตปรุง จิตแต่ง .... ท่านเปรียบเหมือนแม่น้ำไม่เสมอด้วยฝั่ง 

ถ้ายังปล่อยให้มันโลดแล่นกวัดแกว่งไปมาในอดีตบ้าง อนาคตบ้าง ในธรรมบ้าง ในธรรมที่ยังไม่ปรากฏ ...ไม่มีคำว่าหยุด ไม่มีคำว่าอิ่ม ไม่มีคำว่าพอ

ต้องหักอาลัยในมัน ทวนกลับด้วยสติ ตั้งมั่นอยู่ภายในรู้ เดี๋ยวนี้ ขณะนี้ ...ถ้ามันยังไม่มั่น ตั้งไว้กับกาย รู้ไว้กับกายไว้ เพราะกายเป็นของที่มีที่ตั้งอยู่ในปัจจุบันโดยชัดเจน 

แต่ถ้าตั้งที่รู้ได้...โดยที่ไม่ต้องอาศัยกายเป็นหลัก ตั้งเข้าไว้ที่รู้ รู้อยู่ตรงนั้นน่ะ ...อยู่ตรงนี้ๆๆ รู้ๆๆๆ รู้ตัวอยู่ อยู่กับความรู้ตัว แล้วทุกอย่างจะกลายเป็นของเล่นหมดน่ะ 

ไอ้ที่ผ่านมา ไอ้ที่เคยได้มา ก็เป็นแค่มายาของจิต เป็นเหมือนมายา  จิตมันเล่นมายากล เอาไว้หลอกต้มคนดูน่ะ คว้านู่นปุ๊บนกพิราบมา คว้านี่ปุ๊บกระต่ายมา ...ยังไงวะ ดูเหมือนจริงเลย จับผิดไม่ได้ 

มายา...มายากล จิตมันเล่นมายากล ...แล้วเราก็เป็นคนดูที่ไม่มีปัญญา เหมือนเด็กดูเขาเล่นแล้วตื่นตาตื่นใจ จริงๆ จังๆ ...มันเป็นจริงจัง อัศจรรย์ ตื่นเต้น ตกใจ ดีใจ บางคนเสียใจบ้าง

กลับมาอยู่ตรงนี้ ทิ้งโดยไม่อาลัยอาวรณ์ ละโดยไม่กลัว...ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไปข้างหน้า จะถึง จะไม่ถึง จะไปได้ จะเจริญขึ้น หรือจะเสื่อมลง...ไม่สน ...มันเป็นแค่จิตมันปรุงขึ้นมาทั้งหมดแหละ 

ทั้งเจริญขึ้น ทั้งเสื่อมลงนี่ คือจิตเจริญกับจิตเสื่อม  มันก็คืออาการหนึ่งของจิต...ไม่ใช่เรา ...อย่าไปหลงว่ามันเป็นจิตเราสิ อย่าไปหลงว่าจิตเราเจริญสิ อย่าไปหลงว่าจิตเราเสื่อมสิ 

เพราะจิตไม่ใช่เรา ...จิตคือจิต จิตคืออาการ จิตคือลักษณะหนึ่งของความปรุงแต่งของนามธรรมหนึ่ง ...เหมือนลม เหมือนอากาศธาตุ แค่นั้นน่ะ 

มันเห็นอย่างนี้บ่อยๆ จะรู้ว่าจิตไม่จริง เห็นความไม่จริงในความจริงของจิตนั่นแหละ...ว่าไม่จริง ...มันก็จะปล่อยให้ผ่านไป โดยไม่เข้าไปเกาะเกี่ยวมาเป็นอารมณ์ด้วยความไม่รู้ 

คือมันจะมี "เรา" นั่นแหละไปเกาะเกี่ยวไว้ด้วยความไม่รู้ มาเป็นอารมณ์ที่น่าใคร่ ที่น่าพอใจ ...แต่ถ้าตั้งมั่นอยู่ที่รู้ไว้ ก็จะเห็นว่าจิตนั้นมีความดับไปเสมอ ไม่มีตัวไม่มีตน 

ก็เหมือนกับขันธ์อันหนึ่ง เหมือนการยืนเดินนั่งนอนน่ะ เดี๋ยวก็เดินเดี๋ยวก็นั่ง  แล้วก็เดินดับนั่งเกิด นิ่งดับขยับเกิด ขยับดับนิ่งเกิด เงี้ย มันก็เหมือนกันกับจิต สุดท้ายก็ดับหายไป ไม่มีอะไร 

มันก็กลับมาตั้งมั่นอยู่ที่รู้อยู่เห็นอยู่ อะไรจะเกิดก็ช่าง อะไรจะตั้งอยู่ก็ช่าง อะไรจะดับไปก็ช่าง เพราะมันก็มีค่าเท่ากันน่ะ ... สุดท้ายก็ไม่เหลืออะไร หาความเป็นจริงไม่ได้ ...ก็ไม่ไปจริงจังกับมัน

มันก็ถอนออก คลายออก...ถอนออก คลายออก จากความหลงเห็นผิดในมัน เห็นผิดในขันธ์ เห็นผิดในอดีต เห็นผิดในอนาคต เห็นผิดในองค์มรรค ...ก็จะเข้าใจว่านี่คือมรรค จริงๆ มรรคอยู่ตรงนี้ 

ไอ้ที่เคยทำ ไอ้ที่กำลังจะทำ ไอ้ที่กำลังจะหาว่านั่นมันเป็นมรรค ...มันเริ่มจะเห็นว่ามันถูกหลอกแล้ว ยิ่งทำยิ่งสงสัย ยิ่งหายิ่งลังเล ได้มั่งไม่ได้มั่ง เดี๋ยวดีมั่ง เดี๋ยวร้ายมั่ง เดี๋ยวเจริญมั่ง เดี๋ยวเสื่อมมั่ง...เอ๊ะ อะไรกันแน่วะนี่ 

พอทิ้งมันหมด ละมันหมด ออกมาจากมันหมด...แล้วก็มาอยู่ที่ตั้งมั่นอยู่ที่รู้กับเห็นนี่ จะเข้าใจ จะหายสงสัย ว่า...อ๋อ ทุกอย่างมันไม่มีอะไรจริงนี่ 

ที่กำลังหา ที่กำลังทำอยู่ ที่จิตมันกำลังหา ที่จิตมันกำลังควาน กำลังค้น กำลังสร้างเรื่องขึ้นมา ...มันเห็นเลยว่าไม่จริง มันก็จะหยุดสงสัยทันทีเลย 

เมื่ออยู่ตรงนี้แล้วหายสงสัย อยู่ที่รู้แล้วหายสงสัยเลย ...หมดความกังวล หมดความกลัว หมดความไม่แน่ใจ ...มันก็มีความมั่นคงมั่นใจอยู่ในที่เดียว ว่ามรรคก็อยู่ตรงนี้ ศีลสติสมาธิปัญญาก็อยู่ตรงนี้ อยู่ที่รู้นี่เท่านั้นน่ะ 

สติสมาธิปัญญามันก็แนบแน่นลงอยู่ในรู้นี่ รักษารู้นี่ให้เด่นชัดภายใน มั่นคงอยู่ภายใน  ความเห็นความไม่จริงความไม่แน่นอน เห็นความเป็นอะไรแค่วูบๆ วาบๆ นี่ มันก็จะชัดเจนขึ้น ชัดเจนขึ้น 

รายละเอียดยิ่งชัดเจน ยิ่งมาประณีตเท่าไหร่มันยิ่งเห็นชัดเจนเลยว่า ไม่มีสาระใดๆ เลย มันก็ผ่านๆๆๆๆ หมด จนไม่มีอะไรเกาะติดได้ จิตมันไม่สามารถไปเกาะติดกับอะไรเลย จิตมันก็หมดหน้าที่การงานของมันไปตามลำดับแหละ 

ไอ้การปรุงการแต่งสร้างอดีตสร้างอนาคตสร้างความหวังสร้างวิมานลอยรอคอยข้างหน้าข้างหลังไม่มีแล้ว จิตมันไม่พาไปไหนได้แล้ว มันไม่เห็นอะไรพอจะจับต้องได้ ไม่มีสาระแก่นสาร

ด้วยจิตที่มันตั้งมั่นอยู่ภายในรู้ เป็นที่อันเดียว แนบแน่นอยู่ที่นี้ เดี๋ยวนี้แหละ ...ไม่ต้องไปหากลวิธีกลอุบายหรือว่าทางเดินของจิต หรือว่าต้องสร้างทางเดินของจิต 

ว่าให้จิตมันได้ไปเดินทางนี้ซะก่อน ได้เกิดสภาวะนั้นสภาวะนี้มาก่อน แล้วมันถึงจะเกิดการละเกิดการวางได้ หรือว่าเข้าสู่ที่สุดของความพ้นทุกข์ได้ 

ความเชื่อมันปรุงขึ้นเท่านั้นเอง...ละซะ อย่าเสียดายความคิดนั้น อย่าเสียดายจิตอย่างงั้นที่เคยได้หรือที่ยังไม่ได้ เพราะมันเป็นแค่ของหลอก มายา มายาจิต หรือว่าเป็นแค่พฤติจิตหนึ่งเท่านั้น 

ไม่มีอะไรในพฤติจิตหรืออาการไปๆ มาๆ ของจิตนั้นหรอก ...ก็มาอยู่ที่ไม่ไปไม่มา...อยู่ที่รู้  เพราะจิตดับ จิตเกิด จิตตั้ง แต่ใจไม่เกิดไม่ดับไม่ตั้งไม่มีอาการ ...นั่น อยู่ตรงนี้ อยู่ที่ไม่เกิดไม่ดับ 

อย่าไปอยู่ที่เกิดดับ ...เดี๋ยวจะทุกข์ เดี๋ยวจะอาวรณ์ เดี๋ยวจะเสียใจ เดี๋ยวจะดีใจ  ไปอยู่กับของไม่เที่ยง มันก็ทุกข์เป็นธรรมดาแหละ ไปอยู่กับของที่ไม่มีตัวตน ควบคุมไม่ได้ มันยังไงก็ทุกข์วันยังค่ำอยู่อย่างนี้ 

จะไปอยู่กับมันทำไม จะไปหามันทำไม จะไปหาทุกข์ทำไม หาเรื่องทุกข์ทำไม ...มีที่ไม่ทุกข์มีอยู่แล้ว มีที่ที่ไม่มีอะไรสามารถตั้งอยู่ได้นี่ มันมีอยู่แล้ว นั่น ให้อยู่ตรงนั้น 

แม้จะรู้สึกว่า...แหม มันไม่วิจิตรวิลิศมาหราเลย ดูเหมือนไม่มีค่าไม่มีราคาเลยไอ้รู้ๆๆ นี่ ...บางทีก็ต้องอดทนอยู่กับมัน อดทนรู้ไว้ จนกว่ามันจะเห็นคุณค่าของมันเอง ในตัวของมันเอง


(ต่อแทร็ก 7/15)


วันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

แทร็ก 7/13



พระอาจารย์
7/13 (550305C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
5 มีนาคม 2555



พระอาจารย์ –  อยู่ด้วยความไม่ประมาท  อยู่ที่นี้...ด้วยความไม่ประมาท ...นี่ขนาดว่ามีปัญญาแล้วก็ยังต้องอยู่ตรงนี้ ไม่ได้ไปอยู่ที่ไหนที่คิดว่าสบายกว่านี้...ไม่มีหรอก 

ก็อยู่ที่เก่านี่แหละ กายก็เก่านี่แหละ ใจรู้อันเก่านี่แหละ ไม่ได้มีที่ไหนดีกว่าหรอก ไม่มีที่ไหนประเสริฐกว่านี้หรอก แม้มันจะกำราบกิเลสหยาบๆ เบื้องต้นได้ขนาดไหนก็ตาม ...ก็ต้องอยู่ที่นี้ จนวันตาย

วันตาย ...คือวันที่ขันธ์ตาย วันตายคือวันที่จิตตาย ... มีสองอย่างวันตายของมัน  

ถ้าสมมุติจิตยังไม่ตาย ขันธ์ตายก่อน ก็จนกว่าขันธ์จะตาย ...อยู่ที่นี้  

ถ้าขันธ์ยังไม่ตายแต่จิตตายก่อน ก็อยู่ที่นี้ต่อไปจนกว่าขันธ์จะตายจริงๆ 

เห็นมั้ย ขนาดที่ว่ามีปัญญาขนาดนี้ ท่านก็ไม่ได้ไปอยู่ที่ไหนหรอก ท่านก็อยู่ที่นี้ ไม่ไปอยู่ที่อื่น

อย่าไปเชื่อที่คิดว่ามีที่อื่นดีกว่า  เห็นมั้ย ความคิดนะมันจะพาให้เชื่อว่ามีที่อื่นดีกว่า ...ไอ้ที่อื่นนั่นแหละคือภพ ไอ้ที่อื่นนั่นน่ะคือการเกิดขึ้น...ด้วยอำนาจของความไม่รู้  นั่นแหละที่อื่น บอกให้ 

อยู่ที่นี้ ...จนกว่าจะเห็นว่าที่นี้ก็ไม่มีอะไร อยู่ที่นี้เพื่อให้เห็นความเป็นจริงของที่นี้...ว่าไม่มีอะไร  ให้มันเห็นว่าที่นี้คืออะไร เป็นอะไร แล้วมีอะไรจริงมั้ย นั่น มันต้องอยู่ตรงนี้ อยู่ที่นี้ เพื่อให้เห็นความเป็นจริงตรงนี้ ที่นี้ ที่เดียว

แค่ให้อยู่ตรงนี้ที่นี้ที่เดียวนี่ ...มันก็จะเห็นมากขึ้นในความเป็นจริงของที่นั้นที่โน้นน่ะว่า...ไม่มี   แล้วก็ความทะเยอทะยานของการจะไปที่นั้นที่โน้นที่นู้นก็จะน้อยลง

เมื่อมันเห็นความสำคัญของที่โน้นที่นั้นที่นู้นน้อยลง  จิตที่มันปรุงแต่งไปในที่นั้นที่นู้นก็น้อยลง ...ความสงบระงับจากความปรุงแต่งมากขึ้น อยู่ภายในของมัน...ผู้รู้นั้น

แล้วมันจะรับผลของมันคือ...ความเย็นไม่เป็นทุกข์ได้เอง ...แล้วมันก็จะยิ่งชัดว่าเมื่อใดที่ออกจากนี้ ไม่เย็น...เป็นทุกข์...มันก็ไม่ไป

ภาวนามันเป็นเรื่องใกล้ตัว เป็นเรื่องอยู่กับตัวจริงๆ ...ใกล้ตัวก็คือแค่นี้ เท่านี้ เท่าที่เห็นเท่าที่ได้ยิน ...เรื่องที่ตัวก็คือกายใจ รู้กับกายแค่นี้ ...มันเป็นเรื่องแค่นี้เองจริงๆ 

ไม่เห็นมันยาก ...ถ้ารู้อยู่แค่นี้กับของที่ใกล้ตัว กับของที่อยู่เป็นตัว นี่ มีอยู่แค่นั้น ตาหูจมูกมันก็แค่นี้ รอบอาณาบริเวณ หู...เสียงก็ได้ยินแค่เท่าที่ประสาทมันจะรับได้แค่นี้ ใกล้ๆ นี่ 

เห็นมั้ย ธรรมเป็นของใกล้ขนาดไหน เขาปรากฏอยู่รอบตัวเรานี่ ในอาณาบริเวณนี้ นี่ใกล้...นี่ธรรมภายนอกนะ 

ธรรมภายในล่ะ...ก็ตัว ขันธ์ ๕ ...แล้วก็คอยสังเกตสิ  ภายนอกกับภายในมันสัมผัสกัน เชื่อมกันแล้ว ขันธ์ ๕ มันแสดงปฏิกิริยาอย่างไร 

มันคิดมั้ย มันปรุงแต่งมั้ย มันมีความสุขมั้ย มันไปเป็นสุขเป็นทุกข์กับสิ่งล้อมรอบตัวมันมั้ย ...แล้วเมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้ว มันไปตั้งอยู่แค่ไหน มันอยู่ยังไง สุดท้ายแล้วเป็นอย่างไร ...ก็แค่เนี้ย 

ไม่เห็นมันจะซับซ้อนเลย... ไม่เห็นมีรูปฌาน อรูปฌานสี่ สมาบัติแปด วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา อุเบกขา ไม่เห็นมีสักกะติ๊ดน่ะ มันก็แค่เนี้ย ความเป็นจริงก็มีอยู่แค่นี้ ทำไมจะต้องไปเปิดตำรากางอยู่ในใจในจิตอยู่ตลอดเลย 

เห็นอะไร รู้อะไร ได้ยินอะไร ได้ฟังอะไร ได้กลิ่นอะไร ได้รสอะไร ... ขันธ์ ๕ ปฏิสัมพันธ์กัน พอใจ-ไม่พอใจเกิดขึ้นอย่างไร กิเลสเกิดขึ้นอย่างไร ...ดู ธรรมที่ปรากฏนี่ คืออย่างนี้ 

รู้เห็นธรรมที่ปรากฏก็คืออย่างนี้ รู้เห็นขันธ์ที่ปรากฏก็คืออย่างนี้ รู้เห็นส่วนที่เป็นกิเลสปรากฏก็คืออย่างนี้  มันของจริงความจริงทั้งนั้น ...เรียนรู้ธรรมอย่างนี้ 

แล้วเห็นความเป็นจริงที่สุดของธรรมคืออะไร ...มันหนีไม่พ้นไตรลักษณ์ เป็นเรื่องของไตรลักษณ์ล้วน ๆ

แต่ถ้าไม่ตั้งมั่นเป็นหนึ่งอยู่ตรงนี้ ขณะนี้  มันจะไม่เห็น สิ่งที่มีอยู่จริง ...เขาอยู่จริง ก็รับทราบอยู่จริง คืออะไรเป็นอย่างไร 

มัวแต่วุ่นวี่วุ่นวาย กระวนกระวาย กระสับกระส่ายไปกับอดีตอนาคต ไปกับธรรมที่ยังไม่ปรากฏ หรือธรรมที่ล่วงลับไปแล้ว มันเลยเหมือนคนหลับตาอยู่กับธรรมปัจจุบัน มันก็เลยเหมือนคนตาบอดเดินคลำทาง 

กำลังหาทางไปนิพพานอยู่แบบปิดตาเดิน ไม่มีทางหรอก ถ้าให้คนตาบอดนำทางหรือว่ากำลังเดินปิดตาไป ...ก็บอกแล้วไม่มีทางที่จะเข้าสู่ทาง ไม่มีทางที่จะเห็นทาง ยังไม่เห็นเลยจะไปเข้าสู่ทางยังไง

สติในปัจจุบันนี่สำคัญ ปัจจุบันคืออะไรก็สำคัญ ...กายนี่ถึงบอกว่าเป็นหลักปัจจุบัน ยังไงๆ มันก็กายปัจจุบันมีอยู่ตลอด ยกเว้นเวลาหลับ ที่จิตมันพัก อายตนะมันพัก มันเลยขาดการรับรู้ในปัจจุบันชั่วคราว 

แต่นอกนั้นตื่นขึ้นมาทั้งวันนี่  กายมีอยู่...กับปัจจุบัน ยืนพื้น ...อย่าปล่อยให้เวลามันล่วงเลยหมดไปกับความคิด อย่าปล่อยให้เวลามันล่วงเลยหมดไปกับอดีตอนาคต อย่าปล่อยให้เวลามันล่วงเลยหมดไปกับการแสวงหา 

อย่าปล่อยให้เวลามันล่วงเลยไปกับความคิดความเห็นความเชื่อหรือเรื่องราวของสัตว์บุคคล หรือเรื่องภาวะความเป็นไปของในโลก อย่าให้หมดเวลาไปกับเรื่องพวกนี้ ...ไม่มีสาระหรอก 

ให้เวลาโดยสมมุตินี่ หมดไปกับการรู้การเห็นกายกับขันธ์ ๕ ในปัจจุบัน ...นี่เป็นสาระที่สุด เป็นประโยชน์สูงสุด เป็นคุณสูงสุด เป็นการปฏิบัติที่ตรง...ที่ตรงที่แจ้งต่อทางไปนิพพาน

เผลอใหม่รู้ใหม่...ไม่เสียหายหรอก  อย่าไปหงุดหงิดรำคาญมัน ลืมไปรู้อีก ลืมใหม่รู้อีก ลืมร้อยครั้งรู้ร้อยครั้ง ลืมพันครั้งรู้พันครั้ง ...อย่าไปท้อ อย่าไปปล่อยให้มันว่า "ช่างมันเถอะ ไม่เอาแล้ว"  นั่น ความเพียรไม่มี 

ลืมอีกรู้อีกๆๆ ...อยู่อย่างนี้ เอาให้มันต่อเนื่องลงไป จนมันเท่าทันความหลง เท่าทันความลืมเนื้อลืมตัว ลืมกายลืมใจ ...เอามันจนเท่าทันนั่นแหละ ไม่ต้องถามว่าตอนไหนเวลาไหนหรือเมื่อไหร่ ลืมอีกรู้อีกๆๆ 

มันต้องทำงานอย่างนี้ นี่คืองาน  ขยันรู้เข้าไว้ ขยันไม่ลืม เพื่อมันชนะความหลง ชนะความลืม ทำงานนี้ เพื่อให้จิตมันตั้งมั่น ...เมื่อมันตั้งมั่นแล้วคราวนี้มันก็ไม่ค่อยลืมแล้ว ถ้ามันตั้งมั่นได้มันก็ไม่ค่อยลืมแล้ว 

มันก็เห็นอยู่ในปัจจุบัน ที่มันเกิด ที่มันตั้ง ที่มันดับ ที่มันแปรปรวน ที่มันขึ้น ที่มันมาก ที่มันน้อย ที่มันลง มันเห็น ไม่ค่อยลืมแล้ว ...จนมันเป็นมหาสติ จนมันเป็นอัตโนมัติ 

ศีลสมาธิปัญญามันรวมลงเป็นหนึ่งเดียวกัน มันก็เป็นอัตโนมัติ มันก็ทำงานของมันเองน่ะคราวนี้ มันก็รักษากายใจของมันเองโดยอัตโนมัติ 

ไปไหนมาไหนทำอะไรมันก็เห็นกายใจโด่เด่ๆ อยู่ตรงนี้ ไม่หลุดไม่หายไปจากนี้เลย ไม่มีความมืดความหายความมัวเมามาแทรกมาแซง มาปิดมาบังได้เลย 

เหมือนกระจกใส สะท้อนเงาได้แจ่มชัดดีอย่างนั้น สะท้อนเงาของตัวเองได้แจ่มชัด...มันใส กระจกมันใส ไม่เป็นฝ้าไม่เป็นขุ่นไม่เป็นมัว ไม่แตกไม่ร้าวจนมองเห็นอะไรไม่ชัดเจน ...มันชัดเจนตัวมันเอง

ความเพียรน้อย...ผลก็น้อย  การต่อเนื่องน้อย...ผลก็น้อย  ขี้เกียจมาก...ก็ทุกข์มาก คิดมาก...ก็ทุกข์มาก หลงมาก...ก็ทุกข์มาก 

การภาวนาก็ต้องอบรมวิถีแห่งมรรคอย่างนี้ จนมันชัดเจนในองค์มรรค จนมันชัดเจนในทางของมรรค จนมันชัดเจนในศีลสติสมาธิปัญญา ...มันชัดหมดน่ะ 

แล้วมันจะเข้าใจในความเป็นเหตุและปัจจัยซึ่งกันและกันอย่างไร  ศีลมี...สมาธิเกิด สมาธิมี...ปัญญาเกิดได้อย่างไร ...มันจะชัด 

เมื่อมันชัด...มันจะเห็นความสำคัญของสติสมาธิปัญญามากขึ้นๆ จนแนบแน่นอยู่ที่ใจรู้ใจเห็นเลย เป็นเนื้อหนึ่งใจเดียวกัน...ไม่ขาดไม่หายไปจากปัจจุบัน 

ไอ้ที่มันยังขาดหายไปเพราะมันยังไม่เห็นคุณค่า ใจมันยังไม่เห็นคุณค่าของสติสมาธิปัญญาที่แท้จริง  มันก็จะตกอยู่ในอาการเผลอเพลิน ตกอยู่ในอาการลุ่มหลงมัวเมาที่มันเคยชินมาแต่เก่าก่อน

เพราะนั้น การภาวนาเป็นเรื่องของใครของมัน ใครก็ช่วยไม่ได้ ... ศีลใครศีลมัน สติใครสติมัน สมาธิใครสมาธิมัน ปัญญาใครปัญญามัน  อยู่ที่ว่ามีความบากบั่นพากเพียรมากน้อย...อันนั้นน่ะต่างกันไป 

แต่ทุกคนต้องทำเองหมด ต้องเจริญขึ้น ... รอไม่ได้ นึกคิดเอาก็ไม่ได้ คาดหวังก็ไม่ได้  ต้องเจริญขึ้น มันจึงจะเกิดความรู้ความเห็นที่ชัดเจนแล้วก็เป็นจริง แล้วก็เข้าใจความเป็นจริง แล้วก็ยอมรับความเป็นจริง 

แล้วก็ปล่อยความเป็นจริงทั้งหมด นั่นแหละการสำเร็จด้วยการภาวนา ด้วยการเจริญขึ้น ...เพราะว่าที่สุดของการภาวนาคือปล่อย ทิ้งหมด โดยไม่เหลืออะไรเลย นั่นแหละคือที่สุดของภาวนา

ยังเด็กยังหนุ่มยังแน่นกันอยู่ รีบทำซะ...อายุยังน้อย แก่ไปแล้วมันจะขี้เกียจมากขึ้น แก่ไปแล้วจะลุกจะเดินจะเหินก็ โอยๆ มันต้องมาข้องแวะเกาะเกี่ยวกับเวทนาในกาย เป็นภาระที่จะมาเป็นเหตุให้จิตมันอ้างอยู่เสมอ 

ตอนนี้มันยังไปไหนกระฉับกระเฉง ตาหูไม่ฝ้าไม่ฟาง กินข้าวดีกินน้ำลำ(อร่อย) ... เอาเวลาส่วนนี้มาภาวนาให้มากๆ สะสมปัญญาไว้

เอาไว้ใช้ตอนแก่ด้วย ...เดี๋ยวนั่งก็โอย กินข้าวก็ไม่อร่อย อาบน้ำแล้วก็ว่าไม่ได้อาบ กินข้าวเสร็จแหม็บๆ ก็บอกยังไม่ได้กินเลย ...ภาวนาไม่เป็นแล้วตอนนั้นน่ะ 

ตอนนี้ยังรู้เรื่อง เดินเหินคล่อง สติความคิดยังแจ่มใส กำลังวังชาเรี่ยวแรงยังมี เวทนายังห่างไกล ยังไม่มาเป็นผู้อยู่อาศัยที่แท้จริง เขาอาจจะมาเป็นแขกมาแวะมาเยือนมาเคาะมาร้องเรียกเป็นครั้งคราว 

แต่เดี๋ยวถ้าอีกห้าหกสิบปีข้างหน้าต่อไปเขามาบ่อยขึ้นล่ะ พอมาบ่อยมากขึ้นชักคุ้นเคย กูไม่ไปแล้วขอนอนด้วยคน...เวทนามันจะมาตีสนิทให้เลย ...แล้วจะทำยังไงเวลานั้น 

ภาวนามันไม่มีอันภาวนาได้แล้ว...ถ้าไม่มีปัญญา  ก็จะมีแต่บ่น มีแต่ว่า มีแต่ตำหนิ มีแต่ท้อ เสียดายเวลาที่ผ่านไป ... "รู้อย่างนี้ภาวนาเสียตั้งแต่เมื่อห้าสิบปีก่อนก็ดี" ... แน่ะ หูย กว่ามันจะคิดได้ตั้งห้าสิบปีแล้ว

"รู้งี้ ฝึกรู้อยู่ที่กายใจปัจจุบันซะตั้งแต่ห้าสิบปีที่แล้ว น่าจะได้ผลตอนนี้เลย" เนี่ย สายไปแล้ว รอเกิดใหม่เอาแล้วกัน ...นั่น มันหมดเวลาล่วงไปอย่างนั้น ทำงานหามรุ่งหามค่ำแทบเป็นแทบตาย 

สุดท้ายมันเท่ากันหมดแหละ นอนตายบนที่นอน หรือยืนตายก็เท่ากับฝ่าตีน ....กูหาที่แทบตาย เวลาตายมันใช้ที่แค่ฝ่าตีน เนี่ยถ้ายืน เวลาถ้าสมมุตินอนตายก็แค่ไม้กระดานสามแผ่น หูย กูหาแทบตาย 

ซื้อที่ซื้อทางเยอะแยะ เงินทองมากมาย อาศัยพื้นดินนอนตายแค่ฝ่าตีน กับแผ่นหลัง อาศัยแค่นั้นจริงๆ เหลือแค่นั้นจริงๆ ที่พอให้อาศัยเป็นที่ตายอ่ะ ...มีอะไร้ ชื่อเสียงเกียรติยศเงินทอง ก็แค่นั้นน่ะ

ถ้าตายในอากาศสบายเลย ไม่ต้องอาศัยผืนดิน ...เครื่องบินตกน่ะ มันช็อกตายตั้งแต่เครื่องบินยังไม่ทันตกหรอก ไม่ต้องอาศัยผืนดินเลย ...เห็นมั้ย หามาแทบตาย ทำมาแทบตาย ขวนขวายแทบตาย ไม่เหลืออะไร

ถ้ายังไม่รู้ไม่เห็นไม่เข้าใจ มันก็เกิดมาตายเปล่า...เกิดมาตายเปล่า..เกิดมาตายเปล่า  ภาวนาไปภาวนามาไม่เห็นผล ด้วยความท้อถอย ก็เลิกละ เลิกไป ไปหมกมุ่นมัวเมากับโลกกับธรรม 

สุดท้ายก็...บวชก็ตาย ไม่บวชก็ตาย เหมือนกัน เท่ากัน ...ไอ้ที่ทำมานั่นน่ะ ถึงทำอะไรไม่เหมือนกัน แต่เวลาตายเท่ากัน

ภาวนานี่ เมื่อเริ่มภาวนา เมื่อเข้าใจแล้วนี่ ...ต่อไปจะต้องกำชับพื้นที่ให้เหลือแค่นิดนึง ขณะเดียวนี่ ต้องให้รู้อยู่ทุกขณะ แค่นั้น ไม่ให้เล็ดลอดออกไปแม้แต่ขณะเดียว นั่นแหละ  

หมายความว่าเท่าทันทุกขณะ ทุกความคิด ทุกความปรุงแต่ง ทุกอารมณ์ ทุกความรู้สึก ...ไม่ใช่ยิ่งมายิ่งห่าง หรือว่าเป็นช่องโบ๋ช่องโหว่มากขึ้น ...นั่น ไม่ได้การแล้วอย่างนั้น

(ต่อแทร็ก 7/14)


วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

แทร็ก 7/12


พระอาจารย์
7/12 (550305B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
5 มีนาคม 2555



พระอาจารย์ –  ภาวนามันไม่ใช่มีเวล่ำเวลานี่ ไม่มีเวล่ำเวลาเลย ไม่ต้องอ้างกาลอ้างเวลาเลย ...ตรงไหน ตอนไหน วินาทีไหน ขณะไหน...รู้ได้ต้องรู้  และต้องรักษาสติตรงนั้นให้ต่อเนื่อง 

จะบริกรรมก็ดี จะกำหนดอุบายอะไรก็ดี ให้เกิดความต่อเนื่อง...เพื่อให้มันยืนอยู่ในฐานของปัจจุบัน เพราะความเป็นจริงมันมีอยู่ในปัจจุบัน ...จิตมันจะตั้งมั่นได้ มันก็ต้องตั้งมั่นกับปัจจุบัน 

ไม่ใช่ไปตั้งมั่นในอดีต ไม่ใช่ไปตั้งมั่นในอนาคต ไม่ใช่ไปตั้งมั่นวันนั้น ไม่ใช่ไปตั้งมั่นตอนเข้าพรรษา มันไม่มีเวลาตั้งมั่นหรอกจิต ...ต้องตั้งมั่นเดี๋ยวนี้ ที่นี้ เดี๋ยวนี้ ขณะนี้ 

แล้วมันก็จะค่อยๆ หนักแน่นมั่นคงไปตามลำดับ ...ยิ่งหนักแน่นยิ่งมั่นคงเท่าไหร่  การเห็นการรู้ การจำแนกแยกขันธ์ในปัจจุบันขันธ์ปัจจุบันธรรมนี่ มันจะชัด มันจะเห็นชัด ...รู้ชัดเห็นชัด 

นั่นแหละเป็นผล ว่าทำไมถึงรู้ชัดเห็นชัด ...เพราะมันตั้งมั่น มั่นคง ไม่หวั่นไหว ...ก็ชัดว่านี่เป็นกาย ชัดว่านี่เป็นความคิด นี่เป็นอารมณ์ นี่เป็นเวทนา ชัดว่านี่เป็นผัสสะ นี่เป็นรูป นี่เสียง นี่กลิ่น นี่เป็นแค่รส 

มันชัดในการที่ต่างอันต่างเกิด ...ขันธ์เกิดส่วนขันธ์ รูปเกิดส่วนรูป นามเกิดส่วนนาม ผัสสะเกิดส่วนผัสสะ รูปเสียงกลิ่นรสเกิดส่วนรูปเสียงกลิ่นรส ไม่ได้เกิดขึ้นร่วมกันแต่ประการใด ...มันจำแนกออก ...มันชัด

แต่ถ้ามันไม่ชัดนี่ มันจะผสมกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน...แยกไม่ออก ... นั่นแหละมันหลง มันไม่มีปัญญาที่มันแหลมคม เสียด ซอย จำแนก วิเคราะห์ธรรมเป็นส่วนๆ ไป 

มันก็กลมกลืนเป็นเรื่องเป็นราวเดียวกัน เป็นของเราเป็นของเขาทั้งหมด แยกอะไรไม่ออกเลย ...มันจำแนกแยกธรรมเป็นส่วนๆ ไม่ออกเลย

แต่ถ้าเราเริ่มตั้งมั่นอยู่ตรงนี้ รู้อยู่ตรงนี้ รู้อยู่กับเดี๋ยวนี้ รู้อยู่กับปัจจุบันขณะนี้  จนจิตมันตั้งมั่นดีแล้ว ... อะไรเกิดขึ้น...มันก็จะรู้ มันก็จะเห็น ในส่วนที่มันเกิด  อะไรที่ดับไป...มันก็จะรู้ มันก็จะเห็นในส่วนที่มันดับ 

ว่า...อ๋อ อันนี้มันดับ อันนี้ยังตั้งอยู่ ...มันคนละส่วนกันอย่างไร มันไม่เกี่ยวข้องสัมผัสสัมพันธ์กัน มันไม่ใช่เนื้อเดียวกัน มันไม่ใช่เรื่องเดียวกัน 

มันก็แยกธาตุแยกขันธ์ จำแนกธาตุจำแนกขันธ์ จำแนกสภาวธาตุสภาวธรรมสภาวขันธ์ จำแนกสภาวะใจสภาวะจิต ...มันจำแนกออกจากกัน แบ่งออกจากกัน โดยสภาพธรรมตามความเป็นจริง 

ตามธรรมชาติของความเป็นจริงที่มันก่อเกิดขึ้นมาโดยเหตุและปัจจัยที่ต่างกัน ...ถ้ายังไม่หมดเหตุปัจจัยนั้น เหตุปัจจัยนั้นยังไม่ดับ ก็ยังอยู่ ...แล้วเมื่อหมดเหตุปัจจัยนั้น เหตุนั้นก็ดับ เมื่อหมดเหตุปัจจัยนี้ เหตุตรงนี้ก็ดับ 

นั่น มันจะเห็นความเป็นสัดเป็นส่วน เป็นการที่ต่างอันต่างเกิดต่างอันต่างดับ ไม่มีการข้องแวะเกาะเกี่ยวซึ่งกันและกันแต่ประการใด  มีความเป็นอิสระ มีความเป็นเอกภาพ มีความเป็นธรรมอันหนึ่งในสิ่งนั้นๆ

ส่วนใจ...ก็มีหน้าที่รู้หน้าที่เห็น เป็นสภาพเดิมแท้ของเขาแค่นั้น ...และในระหว่างที่มันจำแนกแยกธาตุแยกขันธ์แยกธรรมเป็นสัดเป็นส่วน เห็นการเกิดการดับของแต่ละธรรมแต่ละขันธ์ที่เกิดแล้วก็ดับ 

มันจะเห็นเลยว่าในระหว่างเกิดขึ้นตั้งอยู่ของธรรมแต่ละส่วนๆๆๆ นี่...ไม่มีเรา ของเรา ตรงไหนปรากฏเลย  ทั้งในส่วนที่เรียกสมมุติว่าความคิด ในส่วนที่เรียกสมมุติว่าความสุข ความทุกข์ ความปวด ความเมื่อย 

ทั้งในส่วนที่เรียกว่าแขน ขา หน้า ตา ตัว ผม เล็บ ขน ฟัน หนัง เอ็น ตับ ไต ไส้ พุง ม้าม ปอด หัวใจ น้ำเลือด น้ำเหลือง ที่ปรากฏผุดโผล่ขึ้นมาให้รับรู้รับทราบ ก็ไม่มีว่ามีเราตรงไหน ของเราตรงไหนอยู่ในนั้น

นี่ ด้วยจิตที่มันตั้งมั่นเห็นธรรมตามความเป็นจริง...ซ้ำลงไป ย้ำลงไป ... ความเชื่อผิดๆ ความเห็นผิดๆ ที่เคยว่าขันธ์นี้เป็นเรา ขันธ์นี้เป็นของเรา กายนี้เป็นเรา กายนี้เป็นเขา...

ความคิดเป็นเรา ความคิดเป็นของเรา ความคิดเป็นเขา ความคิดเป็นของเขา ความเห็นเป็นเรา ความเห็นเป็นเขา  ...ความเห็นผิดๆ เหล่านี้ มันจะค่อยๆ จางลงไป คลายลงไป 

เพราะมันเห็นขันธ์ที่ปรากฏแต่ละขันธ์ มันแยกส่วนกัน ...แล้วก็ในส่วนที่มันปรากฏเป็นความคิดบ้าง เป็นอารมณ์บ้าง เกิดแล้วก็ดับ ไม่เห็นมีเรามีของเราตรงไหน ในนั้น 

ในการเกิดขึ้นของมัน ในการตั้งอยู่ของมัน แล้วก็ในการดับของมัน...ก็ไม่เห็นมีสภาวะไหนสภาวะหนึ่งที่บ่งบอกว่านี้เป็นเรา นี้เป็นของเรา ...เนี่ย ปัญญานี่มันเห็น 

มันไม่โง่แล้ว ถ้ามันเห็นอย่างนี้มันก็ไม่โง่แล้ว ไม่โง่มาบอกว่าไอ้นี่ยังเป็นเราอยู่นะ นี่เชื่อแบบโง่ๆ

แต่บอกแล้วไงว่า เบื้องต้นการเห็นนี่ มันยังไม่ยอมหรอก มันไม่ยอมรับ ...ก็บอกว่าต้องอาศัยยาแรง เพราะไอ้ความเห็นผิดนี่มันฝังลึก แน่น โอบรัดกระหวัดเกี่ยวใจไว้ หุ้มไว้อย่างหนาแน่น 

ถ้าอย่างภาษาเขาก็ว่าแบบกระเบื้องตราช้าง มันแบบแน่นแบบหนา ...เพราะนั้นถ้ามาทำแบบเล่นๆ เป็นงานอดิเรก ภาวนาเป็นงานอดิเรก ใจดีก็ทำ มีเวลาว่างๆ ก็ทำ นี่ไม่มีทางจะสู้กระเบื้องตราช้างได้หรอก 

ดูกี่ทีกี่ที...ก็ไม่ยอมรับ  ก็ยังว่าเป็นเรา ก็ยังว่าเป็นของเรา ไม่เห็นมันหายไปสักทีเลย  ความคิดเกิดขึ้นมากี่ครั้งกี่ครั้ง ดูยังไงก็ยังเห็นว่าเป็นของเรา ...มีความรู้สึกว่ายังเป็นของเราอยู่ 

เอาแล้ว เริ่มท้อแล้วว่า "ไม่ถูกแล้วมั้ง ไม่ได้ผลแล้วมั้ง  สุขเกิดขึ้นก็ยังว่าเราสุข ทุกข์เกิดขึ้นก็ยังว่าเราทุกข์ ... เห็นก็เห็นอยู่นะ แต่ก็ยังรู้สึกว่าเป็นเราของเราอยู่นะ ...เอ๊ มันจะไม่ได้ผล"  

นี่ เริ่มแก้ เริ่มหนี เริ่มหาวิธีใหม่ เริ่มค้น เริ่มหาเหตุหาผล  เริ่มคิด เริ่มหลง เริ่มหนีออกจากปัจจุบันแล้ว เริ่มควาน  เริ่มไขว่ เริ่มคว้า ...แน่ะ เริ่มหาอะไรมาทำเพื่อให้ “เรา” หายไป 

พอมันมาคิดมาสนับสนุน ก็หลงคิดอีกแล้วนั่น หลงหาอีกแล้ว ...ไม่รู้ตัวอีกแล้ว  ความไม่รู้ตัวมันก็ขึ้นมา...ซ้อนขึ้นมาอีก ... เนี่ย ทิ้งงานแล้ว...ทิ้งงานในองค์มรรค 

แล้วก็ปล่อย ให้มันเป็นไปเหมือนเดิมอย่างนั้นน่ะ ไม่เจริญสติสมาธิปัญญาให้เกิดความรู้ชัด ความเห็นชัด ซ้ำลงไปอีก ...ด้วยความเพียรเพ่ง ไม่ท้อถอย 

ไม่ยอมรับก็รู้...ว่าไม่ยอมรับ  ก็ไม่หนี ก็รู้ต่อ...ดูต่อ อยู่กับปัจจุบันนั้นต่อ กลับมามุ่งหน้าทำงานไป ... ไม่ใช่นั่งฝันว่าเมื่อไหร่เงินเดือนขึ้น เมื่อไหร่ตำแหน่งจะสูงขึ้น แต่งานไม่ทำ ...ไม่มีทางหรอก 

ก็รู้ว่าอย่าไปคิดสิ เงินเดือนยังไม่ขึ้น เท่าเก่าก็เท่าเก่า ทำงานไป เอาผลงานเข้าว่า ...นั่นคือมรรค ต้องเจริญ  มันจะเห็น มันจะยอม มันจะไม่ยอม ก็รู้ไป...ดูไป ค่อยๆ อบรมใจ ด้วยปัญญาไป

มันก็ค่อยๆ คลี่คลายไป ทีละเล็กทีละน้อย นั่นน่ะ ขอให้อย่าหนีออกจากสติ สมาธิ ตั้งมั่นอยู่ในปัจจุบัน ปัญญาคือสอดส่องดูมัน รู้กับมันด้วยความอดทนอดกลั้น...ต่อกิเลสที่มันแผดเผา 

มันไม่สบายหรอกความพากเพียรน่ะ และก็ไม่มีอะไรได้มาแบบสบายๆ หรอก มีแต่ทุกข์ทั้งนั้นน่ะ ...ดูกี่ครั้งๆ ก็ยังเป็นเรา เห็นกี่ครั้งกี่ทีก็ยังเป็นเรา 

จะบอกให้เพราะอะไร...เห็นน้อยไป รู้น้อยไป ความต่อเนื่องน้อยไป  นั่นแหละ ไม่ต้องหาเหตุหาผลอื่นเลย บอกให้เลย สรุปให้เลย ...อย่ามัวไปนั่งคิดนั่งหาวิธี 

เมื่อสรุปได้อย่างนี้แล้วก็ไม่ต้องคิดอะไรมาก รู้ต่อไป เจริญสติต่อไป ตั้งมั่นอยู่กับตรงที่มันเป็นเราของเรา ...ดูมันเข้าไป จนกว่ามันจะยอมคายออกน่ะ ว่าไอ้ที่มันอมอยู่นี่มันขม มันรู้จักคายซะมั่ง 

มันยังไม่รู้จักว่าขมจริงๆ มันก็ยังไม่คาย ...เอาจนมันรู้ชัดเห็นชัด รู้อีกเห็นอีกๆ ซ้ำลงไป ย้ำลงไป ต่อเนื่องลงไป ...ขมก็ยังขมวันยังค่ำ ไม่ต้องกลัว...มันคายแน่

แต่ถ้าความเพียรถอย ความคิดแทรก ความปรุงแต่งเกิด ...ของขมกลายเป็นของหวานแล้ว กลืนกินด้วยความเอร็ดอร่อย เป็นพิษเป็นภัยไม่รู้แล้ว อร่อยอย่างเดียว ...เป็นความเคยชิน

การภาวนาน่ะ ดีชั่วไม่ได้อยู่ที่ไหนหรอก ไม่ได้อยู่ที่สถานที่ ไม่ได้อยู่ที่วาสนาบารมีอะไรหรอก อยู่...ที่นี้  

แต่มันเป็นโรคอยู่อย่างนึง...คือโรคที่ไม่ชอบอยู่ที่นี้  

มันชอบอยู่ที่โน้น มันชอบอยู่ที่นั้น ...ที่นี้มันอยู่ไม่ได้ มันเป็นโรคอะไร ฮึ ...โรคบ้ากิเลส โรคความไม่รู้กัดกินบังคับบงการ ให้มันแตกออกจาก “นี้” ตลอดเวลา 

ให้กลับมาอยู่ตรงนี้ รู้ตรงนี้ เห็นตรงนี้ มันจะตายซะให้ได้ ...มันอึดอัด มันกระวนกระวาย มันจะอ้างเหตุอ้างผล อ้างธรรมะชั้นสูง ... "ถ้าอยู่ตรงนี้อยู่แค่นี้ ไม่ได้อะไร" ...นั่นมันว่า 

แล้วก็เชื่อมันหมด ทำตามมันหมดน่ะ ...เป็นโรคใจอ่อน เป็นโรคอ่อนแอปวกเปียก  ไม่แข็งแกร่ง ไม่ตั้งมั่นอยู่ในที่นี้ เดี๋ยวนี้ ตอนนี้ ขณะนี้

แล้วก็วิ่งไล่หาธรรมะกันเพลิดเพลินไปเลย ธรรมปลอมธรรมจริงไม่รู้ล่ะ มันคิดว่ามันกำลังหาอะไรอยู่ มันก็ยังแยกไม่ออกเลยว่าอันไหนจริงอันไหนเท็จ ...ไขว่คว้าหาธรรมกันไป 

ก็บอกว่าธรรมมันอยู่ตรงนี้ อยู่ที่นี้  จะไปหาตรงไหน จะไปหาที่ไหน  เพราะธรรมมันมีอยู่ตรงนี้...แค่นี้  ...เมื่อมันมีอยู่ตรงนี้ แค่นี้ ก็ต้องรู้แค่นี้  ...จะไปเอาที่ไหน เอาแค่ไหนล่ะ 

ไอ้ที่เกินจากนี้ นอกจากแค่นี้ จิตมันว่าเอาเอง...ว่าแค่นี้ไม่ใช่  ต้องแค่นั้น ต้องเท่านั้น ต้องตรงนั้น ต้องอย่างนั้น ...จิตมันว่า จิตมันหลอก  

แล้วเราไม่มีปัญญาเท่าทันจิต ...ไม่เห็นว่านี้คือจิตปรุงแต่ง เป็นธรรมหนึ่งที่ปรากฏ ณ เดี๋ยวนี้  ไม่มีค่า ไม่มีสาระ ไม่เป็นสาระอะไร

นี่ ด้วยจิตที่ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวตามอำนาจความปรุงแต่งของจิต...ก็จะเห็นว่า จิตปรุงแต่งนี้ก็จะดับ แล้วมันก็อยู่กับ "แค่นี้" ไป ... เดี๋ยวๆๆๆ มันก็ขึ้นมาอีก จิตน่ะ มันขยันทำงาน 

เพราะเราเคยใช้งานมัน เพราะเราเคยใช้ประโยชน์จากมันมาเก่าก่อน เพราะเรานิยมชมชอบมัน เพราะเราคุ้นเคยกับมัน เพราะเราคิดว่ามันมีประโยชน์ เพราะเราคิดว่ามันจะพาเราไปหาจุดหมายที่เราต้องการได้ 

เดี๋ยวมันก็ขึ้นมาอีก ว่า "จะไม่ได้อะไร รู้แค่นี้ไม่พอ ต้องอย่างนั้น ต้องอย่างนี้" ... มาอีกแล้ว ...ก็รู้ทันสักครั้งนึง สองครั้ง สามครั้ง สี่ครั้ง ...เอาแล้วเว้ย ครั้งที่ห้า ชักไหวแล้ว ชักส่ายแล้ว ...ถ้าจิตไม่ตั้งมั่นนะ 

ถ้ากำลังของสติสมาธิไม่ตั้งมั่นจริงๆ นี่  คิดขึ้นมาซ้ำเรื่องเก่า ไม่เกินสิบครั้ง...เสร็จ ส่าย ทิ้งปัจจุบันแล้ว ...แบบ "กูไม่เอาแล้วแค่นี้" เนี่ย  

คราวนี้จิตมันก็หัวเราะตีพุงเป็นแป๊ะยิ้มเลย พาท่องไปในจักรวาล หัวหกก้นขวิดไปกับความคิด กำเริบเสิบสาน ทะยานอยาก ...เหมือนติดปีกติดหาง เหมือนเสือติดปีกไป 

แล้วแข็งแรงแข็งแกร่งด้วยนะ เอาไม่อยู่แล้ว ...ถ้าลองได้พอกพูนขึ้นมาแล้ว นี่ มันไปหา...ด้วยอำนาจของกิเลสปรุงแต่งมากมาย ได้อารมณ์มาอย่างงั้นอย่างงี้เนี่ย 

ความเสมือนจริง ความเป็นจริง ความเป็นเรา ความเป็นของเรา โอ้โห มากัน...แบบเกาะแนบแน่นเป็นพรวน สวมองค์ทรงเครื่องเป็นลิเกหลงโรงเลยนั่น 

ทีนี้จะสละ ละวาง ละคลาย  หยุดความคิด หรือว่าไม่ตามความคิดน่ะ ไม่ไหวแล้ว ...ทานอำนาจความคิด ทานอำนาจอารมณ์ไม่ไหว 

จะมีสติตอนนั้น จะมีความตั้งมั่นตอนนั้นน่ะ รากเลือด เหนื่อย ...นี่เพราะไม่มีความเพียรที่จะรักษากายใจให้ตั้งมั่นในปัจจุบัน นับตั้งแต่เริ่มต้นที่จะคิด เริ่มที่จะหาออกไปจากปัจจุบัน

ของดีน่ะ...ไม่ใช่หาง่ายๆ ไม่ใช่รักษาได้ง่ายๆ  กายใจน่ะ...ยาก มันชอบไปหาของไม่ดี...จิตน่ะ  แต่มันคิดว่าตรงไอ้ของไม่ดีนั่นดีกว่าตรงนี้ มันเลยกลายเป็นของยาก...กายใจปัจจุบันนี่ 

มีทั้งข้ออ้าง ความเห็นเองเออเอง มีทั้งตำรับตำราอ่านมาฟังมา มีทั้งคำพูดคนนั้นคนนี้บอกมา เล่าขานกันมา ...มันจะเป็นแรงสนับสนุนผลักดันให้ออกนอก “นี้” ไป ตลอดเวลาแหละ  

มันถึงมีแต่เรื่องน่ะ มันถึงมีแต่มากเรื่อง แล้วก็เรื่องมาก  พอถึงว่ามากเรื่อง...เรื่องมาก เหมือนดินพอกหางหมู เหมือนวัวพันหลัก เหมือนลิงติดตัง เหมือนปลาติดแห หาทางออกไม่ได้เลย อีรุงตุงนังไปหมด 

เป็นภาระ ...ทั้งๆ ที่มันไม่เป็นภาระใดๆ ทั้งสิ้น ไม่มีสาระใดๆ ทั้งสิ้นเลย...นี่ตามความเป็นจริงนะ ...แต่มันไม่มีปัญญาที่เห็นไง มันก็ยังเที่ยวแบกภาระนั้นอยู่ 

ภาระลมๆ แล้งๆ นั่นแหละ ที่จับต้องไม่ได้ เป็นแค่อากาศธาตุ เป็นแค่ความคิดความปรุงนั่นแหละ ... แต่มันกลายเป็นภาระอันใหญ่หลวง เป็นขันธ์ที่เป็นภาระอย่างยิ่ง 

พระพุทธเจ้าท่านถึงเรียกว่าอุปาทานขันธ์ ...จิตไม่รู้มันสร้างขึ้นมาเองน่ะ ...ก็ต้อง เห็นบ่อยๆ รู้บ่อยๆ ว่าเนี่ย คือเหตุให้เกิดทุกข์ จะเอาไว้ทำไม จะไปตามมันทำไม จะไปต่อเติมให้มันทำไม 

ละ...ด้วยการรู้อยู่กับปัจจุบัน ให้เพียรเพ่งลงไปในปัจจุบัน...อย่างแรงกล้า  เราต้องเรียกว่า...ต้องอย่างแรงกล้า เพราะว่าไม่อย่างนั้นผู้ที่เริ่มต้นปฏิบัติ มันจะทานอำนาจความคิดความปรุงไม่ไหว 

จนมันพอมีปัญญาที่มันจะรักษาตัวเอง กายใจได้แล้ว  มันจึงค่อยๆ เชื่อง จิตมันจะเชื่องลง ความปรุงแต่งมันก็จะน้อยลง ...แต่ถึงขนาดนั้นแล้วก็ยังประมาทไม่ได้ มันรอทีเผลอ 

อย่าเผลอนะ ...เผลอครั้งแรกไม่ว่า ครั้งสองครั้งไม่ว่า แต่อย่าเผลอบ่อยๆ นะ เสร็จนะ ...เดี๋ยวฟื้นแล้ว ๆ เดี๋ยวจิตปรุงแต่งจะฟื้นคืนชีพมาอีกแล้ว 

มันจะขุดคุ้ย ขุดค้นเรื่องนั้นเรื่องนี้ ความเห็นนั้นความเห็นนี้ ความมีหน้ามีตา ความมีตัวมีตน...ที่ยังไม่ได้มี ที่ยังไม่ได้มา มันจะเริ่มสรรหาขึ้นมา

นี่จึงยังต้องรักษากายใจอยู่เสมอ และในขณะที่รักษากายใจอยู่เสมอ ปัญญาต้องสอดส่องให้เห็นถึงความเป็นไตรลักษณ์ของกายของจิตอยู่เสมอเช่นกัน 

เพื่อเป็นตัวกำราบ ฟาดฟัน กิเลสภายใน...ที่มันจะฟื้นคืนชีพมาติดปีกติดหางโลดแล่นไปในสามภพ



(ต่อแทร็ก 7/13)