วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

แทร็ก 7/12


พระอาจารย์
7/12 (550305B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
5 มีนาคม 2555



พระอาจารย์ –  ภาวนามันไม่ใช่มีเวล่ำเวลานี่ ไม่มีเวล่ำเวลาเลย ไม่ต้องอ้างกาลอ้างเวลาเลย ...ตรงไหน ตอนไหน วินาทีไหน ขณะไหน...รู้ได้ต้องรู้  และต้องรักษาสติตรงนั้นให้ต่อเนื่อง 

จะบริกรรมก็ดี จะกำหนดอุบายอะไรก็ดี ให้เกิดความต่อเนื่อง...เพื่อให้มันยืนอยู่ในฐานของปัจจุบัน เพราะความเป็นจริงมันมีอยู่ในปัจจุบัน ...จิตมันจะตั้งมั่นได้ มันก็ต้องตั้งมั่นกับปัจจุบัน 

ไม่ใช่ไปตั้งมั่นในอดีต ไม่ใช่ไปตั้งมั่นในอนาคต ไม่ใช่ไปตั้งมั่นวันนั้น ไม่ใช่ไปตั้งมั่นตอนเข้าพรรษา มันไม่มีเวลาตั้งมั่นหรอกจิต ...ต้องตั้งมั่นเดี๋ยวนี้ ที่นี้ เดี๋ยวนี้ ขณะนี้ 

แล้วมันก็จะค่อยๆ หนักแน่นมั่นคงไปตามลำดับ ...ยิ่งหนักแน่นยิ่งมั่นคงเท่าไหร่  การเห็นการรู้ การจำแนกแยกขันธ์ในปัจจุบันขันธ์ปัจจุบันธรรมนี่ มันจะชัด มันจะเห็นชัด ...รู้ชัดเห็นชัด 

นั่นแหละเป็นผล ว่าทำไมถึงรู้ชัดเห็นชัด ...เพราะมันตั้งมั่น มั่นคง ไม่หวั่นไหว ...ก็ชัดว่านี่เป็นกาย ชัดว่านี่เป็นความคิด นี่เป็นอารมณ์ นี่เป็นเวทนา ชัดว่านี่เป็นผัสสะ นี่เป็นรูป นี่เสียง นี่กลิ่น นี่เป็นแค่รส 

มันชัดในการที่ต่างอันต่างเกิด ...ขันธ์เกิดส่วนขันธ์ รูปเกิดส่วนรูป นามเกิดส่วนนาม ผัสสะเกิดส่วนผัสสะ รูปเสียงกลิ่นรสเกิดส่วนรูปเสียงกลิ่นรส ไม่ได้เกิดขึ้นร่วมกันแต่ประการใด ...มันจำแนกออก ...มันชัด

แต่ถ้ามันไม่ชัดนี่ มันจะผสมกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน...แยกไม่ออก ... นั่นแหละมันหลง มันไม่มีปัญญาที่มันแหลมคม เสียด ซอย จำแนก วิเคราะห์ธรรมเป็นส่วนๆ ไป 

มันก็กลมกลืนเป็นเรื่องเป็นราวเดียวกัน เป็นของเราเป็นของเขาทั้งหมด แยกอะไรไม่ออกเลย ...มันจำแนกแยกธรรมเป็นส่วนๆ ไม่ออกเลย

แต่ถ้าเราเริ่มตั้งมั่นอยู่ตรงนี้ รู้อยู่ตรงนี้ รู้อยู่กับเดี๋ยวนี้ รู้อยู่กับปัจจุบันขณะนี้  จนจิตมันตั้งมั่นดีแล้ว ... อะไรเกิดขึ้น...มันก็จะรู้ มันก็จะเห็น ในส่วนที่มันเกิด  อะไรที่ดับไป...มันก็จะรู้ มันก็จะเห็นในส่วนที่มันดับ 

ว่า...อ๋อ อันนี้มันดับ อันนี้ยังตั้งอยู่ ...มันคนละส่วนกันอย่างไร มันไม่เกี่ยวข้องสัมผัสสัมพันธ์กัน มันไม่ใช่เนื้อเดียวกัน มันไม่ใช่เรื่องเดียวกัน 

มันก็แยกธาตุแยกขันธ์ จำแนกธาตุจำแนกขันธ์ จำแนกสภาวธาตุสภาวธรรมสภาวขันธ์ จำแนกสภาวะใจสภาวะจิต ...มันจำแนกออกจากกัน แบ่งออกจากกัน โดยสภาพธรรมตามความเป็นจริง 

ตามธรรมชาติของความเป็นจริงที่มันก่อเกิดขึ้นมาโดยเหตุและปัจจัยที่ต่างกัน ...ถ้ายังไม่หมดเหตุปัจจัยนั้น เหตุปัจจัยนั้นยังไม่ดับ ก็ยังอยู่ ...แล้วเมื่อหมดเหตุปัจจัยนั้น เหตุนั้นก็ดับ เมื่อหมดเหตุปัจจัยนี้ เหตุตรงนี้ก็ดับ 

นั่น มันจะเห็นความเป็นสัดเป็นส่วน เป็นการที่ต่างอันต่างเกิดต่างอันต่างดับ ไม่มีการข้องแวะเกาะเกี่ยวซึ่งกันและกันแต่ประการใด  มีความเป็นอิสระ มีความเป็นเอกภาพ มีความเป็นธรรมอันหนึ่งในสิ่งนั้นๆ

ส่วนใจ...ก็มีหน้าที่รู้หน้าที่เห็น เป็นสภาพเดิมแท้ของเขาแค่นั้น ...และในระหว่างที่มันจำแนกแยกธาตุแยกขันธ์แยกธรรมเป็นสัดเป็นส่วน เห็นการเกิดการดับของแต่ละธรรมแต่ละขันธ์ที่เกิดแล้วก็ดับ 

มันจะเห็นเลยว่าในระหว่างเกิดขึ้นตั้งอยู่ของธรรมแต่ละส่วนๆๆๆ นี่...ไม่มีเรา ของเรา ตรงไหนปรากฏเลย  ทั้งในส่วนที่เรียกสมมุติว่าความคิด ในส่วนที่เรียกสมมุติว่าความสุข ความทุกข์ ความปวด ความเมื่อย 

ทั้งในส่วนที่เรียกว่าแขน ขา หน้า ตา ตัว ผม เล็บ ขน ฟัน หนัง เอ็น ตับ ไต ไส้ พุง ม้าม ปอด หัวใจ น้ำเลือด น้ำเหลือง ที่ปรากฏผุดโผล่ขึ้นมาให้รับรู้รับทราบ ก็ไม่มีว่ามีเราตรงไหน ของเราตรงไหนอยู่ในนั้น

นี่ ด้วยจิตที่มันตั้งมั่นเห็นธรรมตามความเป็นจริง...ซ้ำลงไป ย้ำลงไป ... ความเชื่อผิดๆ ความเห็นผิดๆ ที่เคยว่าขันธ์นี้เป็นเรา ขันธ์นี้เป็นของเรา กายนี้เป็นเรา กายนี้เป็นเขา...

ความคิดเป็นเรา ความคิดเป็นของเรา ความคิดเป็นเขา ความคิดเป็นของเขา ความเห็นเป็นเรา ความเห็นเป็นเขา  ...ความเห็นผิดๆ เหล่านี้ มันจะค่อยๆ จางลงไป คลายลงไป 

เพราะมันเห็นขันธ์ที่ปรากฏแต่ละขันธ์ มันแยกส่วนกัน ...แล้วก็ในส่วนที่มันปรากฏเป็นความคิดบ้าง เป็นอารมณ์บ้าง เกิดแล้วก็ดับ ไม่เห็นมีเรามีของเราตรงไหน ในนั้น 

ในการเกิดขึ้นของมัน ในการตั้งอยู่ของมัน แล้วก็ในการดับของมัน...ก็ไม่เห็นมีสภาวะไหนสภาวะหนึ่งที่บ่งบอกว่านี้เป็นเรา นี้เป็นของเรา ...เนี่ย ปัญญานี่มันเห็น 

มันไม่โง่แล้ว ถ้ามันเห็นอย่างนี้มันก็ไม่โง่แล้ว ไม่โง่มาบอกว่าไอ้นี่ยังเป็นเราอยู่นะ นี่เชื่อแบบโง่ๆ

แต่บอกแล้วไงว่า เบื้องต้นการเห็นนี่ มันยังไม่ยอมหรอก มันไม่ยอมรับ ...ก็บอกว่าต้องอาศัยยาแรง เพราะไอ้ความเห็นผิดนี่มันฝังลึก แน่น โอบรัดกระหวัดเกี่ยวใจไว้ หุ้มไว้อย่างหนาแน่น 

ถ้าอย่างภาษาเขาก็ว่าแบบกระเบื้องตราช้าง มันแบบแน่นแบบหนา ...เพราะนั้นถ้ามาทำแบบเล่นๆ เป็นงานอดิเรก ภาวนาเป็นงานอดิเรก ใจดีก็ทำ มีเวลาว่างๆ ก็ทำ นี่ไม่มีทางจะสู้กระเบื้องตราช้างได้หรอก 

ดูกี่ทีกี่ที...ก็ไม่ยอมรับ  ก็ยังว่าเป็นเรา ก็ยังว่าเป็นของเรา ไม่เห็นมันหายไปสักทีเลย  ความคิดเกิดขึ้นมากี่ครั้งกี่ครั้ง ดูยังไงก็ยังเห็นว่าเป็นของเรา ...มีความรู้สึกว่ายังเป็นของเราอยู่ 

เอาแล้ว เริ่มท้อแล้วว่า "ไม่ถูกแล้วมั้ง ไม่ได้ผลแล้วมั้ง  สุขเกิดขึ้นก็ยังว่าเราสุข ทุกข์เกิดขึ้นก็ยังว่าเราทุกข์ ... เห็นก็เห็นอยู่นะ แต่ก็ยังรู้สึกว่าเป็นเราของเราอยู่นะ ...เอ๊ มันจะไม่ได้ผล"  

นี่ เริ่มแก้ เริ่มหนี เริ่มหาวิธีใหม่ เริ่มค้น เริ่มหาเหตุหาผล  เริ่มคิด เริ่มหลง เริ่มหนีออกจากปัจจุบันแล้ว เริ่มควาน  เริ่มไขว่ เริ่มคว้า ...แน่ะ เริ่มหาอะไรมาทำเพื่อให้ “เรา” หายไป 

พอมันมาคิดมาสนับสนุน ก็หลงคิดอีกแล้วนั่น หลงหาอีกแล้ว ...ไม่รู้ตัวอีกแล้ว  ความไม่รู้ตัวมันก็ขึ้นมา...ซ้อนขึ้นมาอีก ... เนี่ย ทิ้งงานแล้ว...ทิ้งงานในองค์มรรค 

แล้วก็ปล่อย ให้มันเป็นไปเหมือนเดิมอย่างนั้นน่ะ ไม่เจริญสติสมาธิปัญญาให้เกิดความรู้ชัด ความเห็นชัด ซ้ำลงไปอีก ...ด้วยความเพียรเพ่ง ไม่ท้อถอย 

ไม่ยอมรับก็รู้...ว่าไม่ยอมรับ  ก็ไม่หนี ก็รู้ต่อ...ดูต่อ อยู่กับปัจจุบันนั้นต่อ กลับมามุ่งหน้าทำงานไป ... ไม่ใช่นั่งฝันว่าเมื่อไหร่เงินเดือนขึ้น เมื่อไหร่ตำแหน่งจะสูงขึ้น แต่งานไม่ทำ ...ไม่มีทางหรอก 

ก็รู้ว่าอย่าไปคิดสิ เงินเดือนยังไม่ขึ้น เท่าเก่าก็เท่าเก่า ทำงานไป เอาผลงานเข้าว่า ...นั่นคือมรรค ต้องเจริญ  มันจะเห็น มันจะยอม มันจะไม่ยอม ก็รู้ไป...ดูไป ค่อยๆ อบรมใจ ด้วยปัญญาไป

มันก็ค่อยๆ คลี่คลายไป ทีละเล็กทีละน้อย นั่นน่ะ ขอให้อย่าหนีออกจากสติ สมาธิ ตั้งมั่นอยู่ในปัจจุบัน ปัญญาคือสอดส่องดูมัน รู้กับมันด้วยความอดทนอดกลั้น...ต่อกิเลสที่มันแผดเผา 

มันไม่สบายหรอกความพากเพียรน่ะ และก็ไม่มีอะไรได้มาแบบสบายๆ หรอก มีแต่ทุกข์ทั้งนั้นน่ะ ...ดูกี่ครั้งๆ ก็ยังเป็นเรา เห็นกี่ครั้งกี่ทีก็ยังเป็นเรา 

จะบอกให้เพราะอะไร...เห็นน้อยไป รู้น้อยไป ความต่อเนื่องน้อยไป  นั่นแหละ ไม่ต้องหาเหตุหาผลอื่นเลย บอกให้เลย สรุปให้เลย ...อย่ามัวไปนั่งคิดนั่งหาวิธี 

เมื่อสรุปได้อย่างนี้แล้วก็ไม่ต้องคิดอะไรมาก รู้ต่อไป เจริญสติต่อไป ตั้งมั่นอยู่กับตรงที่มันเป็นเราของเรา ...ดูมันเข้าไป จนกว่ามันจะยอมคายออกน่ะ ว่าไอ้ที่มันอมอยู่นี่มันขม มันรู้จักคายซะมั่ง 

มันยังไม่รู้จักว่าขมจริงๆ มันก็ยังไม่คาย ...เอาจนมันรู้ชัดเห็นชัด รู้อีกเห็นอีกๆ ซ้ำลงไป ย้ำลงไป ต่อเนื่องลงไป ...ขมก็ยังขมวันยังค่ำ ไม่ต้องกลัว...มันคายแน่

แต่ถ้าความเพียรถอย ความคิดแทรก ความปรุงแต่งเกิด ...ของขมกลายเป็นของหวานแล้ว กลืนกินด้วยความเอร็ดอร่อย เป็นพิษเป็นภัยไม่รู้แล้ว อร่อยอย่างเดียว ...เป็นความเคยชิน

การภาวนาน่ะ ดีชั่วไม่ได้อยู่ที่ไหนหรอก ไม่ได้อยู่ที่สถานที่ ไม่ได้อยู่ที่วาสนาบารมีอะไรหรอก อยู่...ที่นี้  

แต่มันเป็นโรคอยู่อย่างนึง...คือโรคที่ไม่ชอบอยู่ที่นี้  

มันชอบอยู่ที่โน้น มันชอบอยู่ที่นั้น ...ที่นี้มันอยู่ไม่ได้ มันเป็นโรคอะไร ฮึ ...โรคบ้ากิเลส โรคความไม่รู้กัดกินบังคับบงการ ให้มันแตกออกจาก “นี้” ตลอดเวลา 

ให้กลับมาอยู่ตรงนี้ รู้ตรงนี้ เห็นตรงนี้ มันจะตายซะให้ได้ ...มันอึดอัด มันกระวนกระวาย มันจะอ้างเหตุอ้างผล อ้างธรรมะชั้นสูง ... "ถ้าอยู่ตรงนี้อยู่แค่นี้ ไม่ได้อะไร" ...นั่นมันว่า 

แล้วก็เชื่อมันหมด ทำตามมันหมดน่ะ ...เป็นโรคใจอ่อน เป็นโรคอ่อนแอปวกเปียก  ไม่แข็งแกร่ง ไม่ตั้งมั่นอยู่ในที่นี้ เดี๋ยวนี้ ตอนนี้ ขณะนี้

แล้วก็วิ่งไล่หาธรรมะกันเพลิดเพลินไปเลย ธรรมปลอมธรรมจริงไม่รู้ล่ะ มันคิดว่ามันกำลังหาอะไรอยู่ มันก็ยังแยกไม่ออกเลยว่าอันไหนจริงอันไหนเท็จ ...ไขว่คว้าหาธรรมกันไป 

ก็บอกว่าธรรมมันอยู่ตรงนี้ อยู่ที่นี้  จะไปหาตรงไหน จะไปหาที่ไหน  เพราะธรรมมันมีอยู่ตรงนี้...แค่นี้  ...เมื่อมันมีอยู่ตรงนี้ แค่นี้ ก็ต้องรู้แค่นี้  ...จะไปเอาที่ไหน เอาแค่ไหนล่ะ 

ไอ้ที่เกินจากนี้ นอกจากแค่นี้ จิตมันว่าเอาเอง...ว่าแค่นี้ไม่ใช่  ต้องแค่นั้น ต้องเท่านั้น ต้องตรงนั้น ต้องอย่างนั้น ...จิตมันว่า จิตมันหลอก  

แล้วเราไม่มีปัญญาเท่าทันจิต ...ไม่เห็นว่านี้คือจิตปรุงแต่ง เป็นธรรมหนึ่งที่ปรากฏ ณ เดี๋ยวนี้  ไม่มีค่า ไม่มีสาระ ไม่เป็นสาระอะไร

นี่ ด้วยจิตที่ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวตามอำนาจความปรุงแต่งของจิต...ก็จะเห็นว่า จิตปรุงแต่งนี้ก็จะดับ แล้วมันก็อยู่กับ "แค่นี้" ไป ... เดี๋ยวๆๆๆ มันก็ขึ้นมาอีก จิตน่ะ มันขยันทำงาน 

เพราะเราเคยใช้งานมัน เพราะเราเคยใช้ประโยชน์จากมันมาเก่าก่อน เพราะเรานิยมชมชอบมัน เพราะเราคุ้นเคยกับมัน เพราะเราคิดว่ามันมีประโยชน์ เพราะเราคิดว่ามันจะพาเราไปหาจุดหมายที่เราต้องการได้ 

เดี๋ยวมันก็ขึ้นมาอีก ว่า "จะไม่ได้อะไร รู้แค่นี้ไม่พอ ต้องอย่างนั้น ต้องอย่างนี้" ... มาอีกแล้ว ...ก็รู้ทันสักครั้งนึง สองครั้ง สามครั้ง สี่ครั้ง ...เอาแล้วเว้ย ครั้งที่ห้า ชักไหวแล้ว ชักส่ายแล้ว ...ถ้าจิตไม่ตั้งมั่นนะ 

ถ้ากำลังของสติสมาธิไม่ตั้งมั่นจริงๆ นี่  คิดขึ้นมาซ้ำเรื่องเก่า ไม่เกินสิบครั้ง...เสร็จ ส่าย ทิ้งปัจจุบันแล้ว ...แบบ "กูไม่เอาแล้วแค่นี้" เนี่ย  

คราวนี้จิตมันก็หัวเราะตีพุงเป็นแป๊ะยิ้มเลย พาท่องไปในจักรวาล หัวหกก้นขวิดไปกับความคิด กำเริบเสิบสาน ทะยานอยาก ...เหมือนติดปีกติดหาง เหมือนเสือติดปีกไป 

แล้วแข็งแรงแข็งแกร่งด้วยนะ เอาไม่อยู่แล้ว ...ถ้าลองได้พอกพูนขึ้นมาแล้ว นี่ มันไปหา...ด้วยอำนาจของกิเลสปรุงแต่งมากมาย ได้อารมณ์มาอย่างงั้นอย่างงี้เนี่ย 

ความเสมือนจริง ความเป็นจริง ความเป็นเรา ความเป็นของเรา โอ้โห มากัน...แบบเกาะแนบแน่นเป็นพรวน สวมองค์ทรงเครื่องเป็นลิเกหลงโรงเลยนั่น 

ทีนี้จะสละ ละวาง ละคลาย  หยุดความคิด หรือว่าไม่ตามความคิดน่ะ ไม่ไหวแล้ว ...ทานอำนาจความคิด ทานอำนาจอารมณ์ไม่ไหว 

จะมีสติตอนนั้น จะมีความตั้งมั่นตอนนั้นน่ะ รากเลือด เหนื่อย ...นี่เพราะไม่มีความเพียรที่จะรักษากายใจให้ตั้งมั่นในปัจจุบัน นับตั้งแต่เริ่มต้นที่จะคิด เริ่มที่จะหาออกไปจากปัจจุบัน

ของดีน่ะ...ไม่ใช่หาง่ายๆ ไม่ใช่รักษาได้ง่ายๆ  กายใจน่ะ...ยาก มันชอบไปหาของไม่ดี...จิตน่ะ  แต่มันคิดว่าตรงไอ้ของไม่ดีนั่นดีกว่าตรงนี้ มันเลยกลายเป็นของยาก...กายใจปัจจุบันนี่ 

มีทั้งข้ออ้าง ความเห็นเองเออเอง มีทั้งตำรับตำราอ่านมาฟังมา มีทั้งคำพูดคนนั้นคนนี้บอกมา เล่าขานกันมา ...มันจะเป็นแรงสนับสนุนผลักดันให้ออกนอก “นี้” ไป ตลอดเวลาแหละ  

มันถึงมีแต่เรื่องน่ะ มันถึงมีแต่มากเรื่อง แล้วก็เรื่องมาก  พอถึงว่ามากเรื่อง...เรื่องมาก เหมือนดินพอกหางหมู เหมือนวัวพันหลัก เหมือนลิงติดตัง เหมือนปลาติดแห หาทางออกไม่ได้เลย อีรุงตุงนังไปหมด 

เป็นภาระ ...ทั้งๆ ที่มันไม่เป็นภาระใดๆ ทั้งสิ้น ไม่มีสาระใดๆ ทั้งสิ้นเลย...นี่ตามความเป็นจริงนะ ...แต่มันไม่มีปัญญาที่เห็นไง มันก็ยังเที่ยวแบกภาระนั้นอยู่ 

ภาระลมๆ แล้งๆ นั่นแหละ ที่จับต้องไม่ได้ เป็นแค่อากาศธาตุ เป็นแค่ความคิดความปรุงนั่นแหละ ... แต่มันกลายเป็นภาระอันใหญ่หลวง เป็นขันธ์ที่เป็นภาระอย่างยิ่ง 

พระพุทธเจ้าท่านถึงเรียกว่าอุปาทานขันธ์ ...จิตไม่รู้มันสร้างขึ้นมาเองน่ะ ...ก็ต้อง เห็นบ่อยๆ รู้บ่อยๆ ว่าเนี่ย คือเหตุให้เกิดทุกข์ จะเอาไว้ทำไม จะไปตามมันทำไม จะไปต่อเติมให้มันทำไม 

ละ...ด้วยการรู้อยู่กับปัจจุบัน ให้เพียรเพ่งลงไปในปัจจุบัน...อย่างแรงกล้า  เราต้องเรียกว่า...ต้องอย่างแรงกล้า เพราะว่าไม่อย่างนั้นผู้ที่เริ่มต้นปฏิบัติ มันจะทานอำนาจความคิดความปรุงไม่ไหว 

จนมันพอมีปัญญาที่มันจะรักษาตัวเอง กายใจได้แล้ว  มันจึงค่อยๆ เชื่อง จิตมันจะเชื่องลง ความปรุงแต่งมันก็จะน้อยลง ...แต่ถึงขนาดนั้นแล้วก็ยังประมาทไม่ได้ มันรอทีเผลอ 

อย่าเผลอนะ ...เผลอครั้งแรกไม่ว่า ครั้งสองครั้งไม่ว่า แต่อย่าเผลอบ่อยๆ นะ เสร็จนะ ...เดี๋ยวฟื้นแล้ว ๆ เดี๋ยวจิตปรุงแต่งจะฟื้นคืนชีพมาอีกแล้ว 

มันจะขุดคุ้ย ขุดค้นเรื่องนั้นเรื่องนี้ ความเห็นนั้นความเห็นนี้ ความมีหน้ามีตา ความมีตัวมีตน...ที่ยังไม่ได้มี ที่ยังไม่ได้มา มันจะเริ่มสรรหาขึ้นมา

นี่จึงยังต้องรักษากายใจอยู่เสมอ และในขณะที่รักษากายใจอยู่เสมอ ปัญญาต้องสอดส่องให้เห็นถึงความเป็นไตรลักษณ์ของกายของจิตอยู่เสมอเช่นกัน 

เพื่อเป็นตัวกำราบ ฟาดฟัน กิเลสภายใน...ที่มันจะฟื้นคืนชีพมาติดปีกติดหางโลดแล่นไปในสามภพ



(ต่อแทร็ก 7/13)


วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2558

แทร็ก 7/11



พระอาจารย์
7/11 (550305A)
5 มีนาคม 2555


พระอาจารย์ –  แต่ละคน แต่ละองค์ แต่ละผู้ปฏิบัตินี่ ...ที่มันไม่ได้ผลเพราะมันยังไม่มีการทำต่อเนื่อง มันไม่มีความต่อเนื่อง ...ความเพียรไม่ต่อเนื่อง มาเป็นพักๆ 

ขาดความขยันต่อเนื่อง ไม่ทำต่อเนื่อง  ทำๆ ขาดๆ ทำแล้วก็หยุดๆ ...ถ้าจะบริกรรมก็ต้องบริกรรมให้ต่อเนื่อง ไม่ขาด  ถ้าจะพุทโธ ก็ต้องพุทโธไม่ให้ขาดพุทโธ  เจริญสติก็ต้องเจริญสติไม่ให้ขาด


ผู้ถาม –  เอาสองอย่างพร้อมกันได้มั้ยครับ

พระอาจารย์ –  ได้ ทำได้ก็ได้...ตัวเดียวกัน  ถ้ามันเข้าใจมันก็ตัวเดียวกัน ...ส่วนมากทำแล้วมันก็หลงเพลินไปกับความคิด เพลินไปกับอดีตอนาคต เพลินไปกับเรื่องราวต่างๆ

แล้วไม่ค่อยกลับมาอยู่กับปัจจุบัน ไม่กลับมารักษากายใจปัจจุบันไว้ ...ความเพียรก็เลยเกิดความย่อหย่อนไป เกิดความหลงมาแทนความสงบ ความเพลิดเพลินในโลก...อารมณ์โลกน่ะ

การเจริญภาวนานี่มันต้องไม่มีกาลเวลา ...ตอนไหน ขณะไหนนี่ ต้องอยู่กับความรู้ตัวทั่วพร้อม  มีความรู้กำกับ โดยอาศัยสติเป็นผู้กำกับรู้ไว้ ...จนกว่าจิตมันจะตั้งมั่นเป็นหนึ่ง 

เมื่อใดที่จิตตั้งมั่นเป็นหนึ่งขึ้นมาน่ะ แล้วจะเกิดปัญญา แยกกายแยกใจออกจากกัน แยกใจแยกขันธ์ออกจากกัน ...เมื่อไหร่ที่มันแยกกายแยกใจแยกขันธ์ออกจากกันแล้วนั่นน่ะ มันจึงจะเกิดปัญญาที่เข้าไปเห็นความเป็นจริง ของกาย ของขันธ์ ๕

เพราะนั้นการภาวนามันเป็นการเรียนรู้เรื่องขันธ์ ๕ โดยตรง  มันต้องเข้าใจว่าขันธ์ ๕  คืออะไร ... จึงให้อยู่ในแวดวงของขันธ์ ๕  ซึ่งย่อลงก็เหลือแค่กายกับใจ ...ม่ได้ไปเรียนรู้เรื่องอื่น 

อะไรที่มันนอกเหนือจากขันธ์ ๕ ไปนี่ ไม่ต้องไปเรียนรู้มันหรอก ไม่ต้องไปหามารู้ด้วย เพราะมันจะทำให้จิตมันฟุ้งซ่านแตกกระจายไป ...มันจะไม่เห็นขันธ์ ๕  ไม่เห็นกาย ไม่เห็นใจ 

เพราะจิตยังไม่ตั้งมั่นน่ะ มันไม่เห็น ... เห็นได้แป๊บเดียว ชั่วคราว แล้วมันก็โลดแล่นออกไป หาธรรมไปเรื่อย...จิตน่ะ ... แล้วเราจะไม่เท่าทันอาการของจิต 

การฝึกเบื้องต้นคือฝึกให้จิตตั้งมั่น ด้วยสติสมาธิ ให้มันอยู่กับปัจจุบัน ให้มันตั้งมั่นอยู่ในปัจจุบัน ...ดูเอาได้ว่ามันอยู่ในปัจจุบันได้นานแค่ไหน ...ถ้ามันอยู่ได้พล้อบๆ แพล้บๆ แล้วก็ปัจจุบันก็หายไปน่ะ แปลว่ามันไม่ตั้งมั่น

การภาวนาพุทโธ การกำหนดลมหายใจ การเจริญสติ ...ทั้งหมดทั้งปวงก็เพื่อให้กลับมารักษาจิตปัจจุบัน รักษากายรักษาจิตให้อยู่ในปัจจุบัน รักษาใจให้มันรู้เห็นกับปัจจุบัน 

นั่นน่ะ อุบายเพื่อให้อยู่กับปัจจุบันซะก่อน ให้มันตั้งมั่นอยู่ในปัจจุบัน ...เมื่อมันตั้งมั่นในปัจจุบันจนได้ที่ได้ฐานดีแล้วนี่ ไม่หวั่นไหว ไม่ส่ายแส่ มันจึงจะเกิดการรู้จริง การเห็นกายในปัจจุบันตามความเป็นจริง เห็นขันธ์ปัจจุบันตามความเป็นจริง 

เพราะนั้นการเห็นกายตามความเป็นจริง เห็นขันธ์ตามความเป็นจริงในปัจจุบัน ...ก็คือเห็นจริงในไตรลักษณ์ เห็นเป็นไตรลักษณ์ ไม่เที่ยง แปรปรวน ไม่คงที่ ควบคุมไม่ได้ มีความดับไป ไม่มีตัวตนที่แท้จริง 

นั่นแหละปัญญามันเข้ามาเห็นความเป็นจริง ก็เห็นแค่นั้นแหละ ... การเลิกละเพิกถอนมันก็จะเกิดขึ้น ...เป็นผลตามมาจากการที่มันอาศัยจิตที่มันตั้งมั่นไม่หวั่นไหว ไม่ส่ายแส่ไปมาในอดีตในอนาคต

แล้วก็มาเห็นกายใจ เห็นขันธ์ ๕ ในปัจจุบันตามความเป็นจริง ว่าเป็นไตรลักษณ์ ...เมื่อมันเห็นซ้ำซากๆ ลงไป การละการถอนมันก็เกิดขึ้นเอง 

แต่มันจะละมันจะถอนออกจากกาย ความเห็นผิดในกาย ความเห็นผิดในขันธ์ ๕ นี่ไม่ได้เลย ถ้าไม่มาเห็นขันธ์ ๕ ตามความเป็นจริง...ในแง่ของไตรลักษณ์  ...ไม่อย่างนั้นความยึดมั่นถือมั่นมันก็ยังมีเท่าเก่า บางครั้งก็มากขึ้นกว่าเดิมด้วย

เพราะนั้นเบื้องต้นของการปฏิบัติน่ะ ไม่ต้องไปคาดหวังผลอะไรหรอก ...รักษาปัจจุบันกายปัจจุบันจิตให้ได้ ด้วยวิธีไหนก็ได้ รักษาเข้าไปเหอะ ...ให้มันรู้ตัว ให้มันเห็นอยู่ ไม่ไปไม่มา ในอดีตในอนาคต ในเรื่องราวต่างๆ แค่นั้นแหละ 

ให้มันตั้งมั่นซะก่อน ให้มันตั้งมั่นมากๆ ให้มันรู้อยู่เห็นอยู่ในปัจจุบัน ไม่ลืมปัจจุบัน ไม่ออกจากปัจจุบัน นั่นแหละ จิตมันจะมีกำลังขึ้นมา แล้วมันจะมีการเห็นตามความเป็นจริงต่อไป 

มันก็ไม่ได้เห็นที่อื่นไกลไปหรอก มันก็เห็นตรงนี้  เห็นกายตรงนี้ เห็นขันธ์ ๕ ส่วนที่เป็นนาม คือความคิด อารมณ์ ความรู้สึก  มันก็อยู่ตรงนี้ อยู่ในขันธ์ ๕ นี่แหละ ...มันเกิดขึ้นอย่างไร ตั้งอยู่อย่างไร ดับไปอย่างไร 

เกิดอีก...รู้อีกเห็นอีก ตั้งอยู่...รู้อีกเห็นอีก  มากขึ้น..รู้..เห็น น้อยลง..รู้..แล้วก็เห็น ดับไปก็รู้แล้วก็เห็น ...ไม่ได้ทำอะไร มันกลับมาเห็นด้วยความตั้งมั่นไม่หวั่นไหว ด้วยจิตที่เป็นกลาง

จิตเป็นกลางคือจิตเป็นหนึ่ง ไม่เป็นสองสามสี่ห้า ไม่เลือก ไม่เฟ้น ไม่หา ไม่แก้ ไม่หนี ... นี่ ตั้งมั่น สมาธิที่มันตั้งมั่น จิตมันจะตั้งมั่นเป็นหนึ่ง ไม่หวั่นไหว ไม่สั่นคลอน ไม่ส่ายแส่ไปมา 

เกิดขึ้นมันก็รู้มันก็เห็น ตั้งอยู่มันก็รู้มันก็เห็น มากขึ้นมันก็รู้มันก็เห็น น้อยลงมันก็รู้มันก็เห็น ดับไปแล้วมันก็รู้มันก็เห็น ...มันเห็นอยู่อย่างนี้

ถ้าทุกคนผู้ปฏิบัติมาใส่ใจในการฝึกฝนอบรมอยู่อย่างเนี้ย ท่านเรียกว่าการเจริญมรรค เป็นการเดินของจิต เป็นการควบคุมทางเดินของจิตให้มันอยู่ในกรอบของมรรค 

เพราะนั้นตัวที่จะมาควบคุมทางเดินของจิตให้อยู่ในกรอบของมรรคนี่ มันก็ต้องอาศัยสติ ศีล สมาธิ ปัญญา สามสี่ตัวนี่แหละเป็นตัวควบคุม ให้มันอยู่ในกรอบของมรรค 

ไม่งั้นน่ะ ถ้าไม่มีสติ ศีล สมาธิ ปัญญา ควบคุมระวังรักษาไว้นี่ ...จิตมันจะเพ่นพ่านแตกกระจาย ไปตามอำนาจความไม่รู้ ไปตามอำนาจของความหลง ไปตามอำนาจของความอยาก ไปตามอำนาจของความไม่อยาก 

มันไม่จบ มันไม่สิ้น มันไม่หยุด มันไม่อยู่ ในปัจจุบัน ...เพราะนั้นไปสังเกตตัวเองได้ทุกคนน่ะ ว่าอยู่กับปัจจุบันได้นานแค่ไหน ได้เกินหนึ่งนาทีมั้ย ได้เป็นชั่วโมงมั้ย ได้เป็นวันมั้ย ...นั่นแหละ ความตั้งมั่นอยู่ตรงนั้นน่ะ 

ไปดู ไปฝึก ให้มันอยู่กับปัจจุบันให้ได้นานที่สุด จิตมันจะมีกำลังขึ้นมาเอง ความสว่างของใจมันก็จะปรากฏให้เห็น มันจะเกิดอาการเห็น ...มันเห็นไปทั่วของขันธ์ ๕ นั่นแหละ 

เห็นกายกำลังทำอะไร เห็นจิตกำลังจะทำอะไร เห็นอารมณ์มันกำลังจะมีอะไร เห็นกิเลสมันจะเกิดตอนไหน ตอนนี้หรือตอนไหน มันก็เห็น...เห็นตั้งแต่ก่อนที่มันจะเกิด 

คือจากมันเป็นปกติอยู่ แล้วเห็นมันกำลังจะเกิด มันเริ่มผิดปกติ  เห็นมันตอนที่เกิดแล้ว นี่ มันก็เห็น เห็นตอนที่มันดับไป มันก็เห็น ...มันก็เห็นตามความเป็นจริงของขันธ์ ๕

แล้วสุดท้ายนี่ ในขันธ์ ๕ ทั้งหมดนี่ ...เมื่อมันตั้งมั่นไม่หวั่นไหว ไม่ค้นไม่หา ไม่แก้ไม่หนีกับอะไร สิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ตาม ...มันก็จะเห็นว่าทุกอาการเกิดขึ้นตั้งอยู่ของขันธ์ ๕ นี่ มีความดับไปเป็นธรรมดา ไม่เป็นอย่างอื่น 

มีบทสรุปสุดท้ายของขันธ์ ๕ หรือว่าปัจจุบันขันธ์นี่ ...ที่สุดแล้วมีความดับ มีความหมด มีความสิ้นไปในตัวของมันเอง ปราศจากตัวตนใดตัวตนหนึ่ง ที่หลงเหลือค้างคาอยู่ ...มีความหมด มีความสิ้น มีความสูญ ในปัจจุบันขันธ์นั้นๆ  

ด้วยความที่เพียรอยู่ในที่นี้ เพียรรู้ เพียรเห็น เพียรเท่าทัน ด้วยความถี่ถ้วน รอบคอบ ซ้ำแล้วซ้ำอีกๆ ...ใจมันจะเกิดความยอมรับตามความเป็นจริงขึ้นมา 

คือมันเห็นความเป็นจริงน่ะ ตอนมันเห็นความเป็นจริงมันยังไม่ยอมรับหรอก แรกๆ ก็ต้องอดทน ดูไป รู้ไป เห็นไป จนกว่าใจมันจะยอมรับ ...ค่อยๆ ยอมรับความเป็นจริงของขันธ์มากขึ้นไปตามลำดับ 

แล้วมันก็จะยอมรับความเป็นจริงของขันธ์ไปจนถึงที่สุด ...คือหมด ไม่สงสัย ไม่ลังเลในขันธ์ ๕ นี้ ว่ามันมี ว่ามันเที่ยง ว่ามันยังเป็น ว่ามันเป็นใคร ว่ามันเป็นของใคร อีกต่อไป

อาศัยความพากเพียรดูซ้ำซากลงไป รู้เห็นซ้ำซากลงไป...มันอยู่ที่ความพากเพียรของสัตว์บุคคล ...ส่วนมากถ้าความเพียรน้อย มันก็เบื่อ มันก็ท้อ มันก็ขี้เกียจ มันก็ไปหาอะไรทำ 

มันก็ปล่อยให้จิตไปสร้างเรื่องสร้างราว ไปหาเหตุหาผล หาสุขหาทุกข์มาเสวย มาเสพ ...ความเพียรย่อหย่อนก็จะเป็นอย่างนี้ ก็จะปล่อยให้จิตมันเพ่นพ่าน 

แล้วก็ลากขันธ์ ๕ นี่ไปตามอำนาจของจิตปรุงแต่ง เป็นความคิดบ้าง เป็นอารมณ์บ้าง เป็นความอยากบ้าง เป็นไม่อยากบ้าง ...นี่เป็นอาการของจิตมันปรุงแต่ง เรียกว่าจิตปรุงแต่งกิเลส

เมื่อจิตมันไปปรุงแต่งกิเลสด้วยความไม่รู้เนื้อรู้ตัว ไม่เท่าทัน สุดท้ายกิเลสมันเกิดขึ้นมา แล้วก็ทำตามอำนาจกิเลส ...ได้ผลมาอย่างไร จากนั้นไปปุ๊บ กิเลสมันจะมาปรุงจิตใหม่ 

คือผลจากการที่ทำตามกิเลสแล้วเนี่ย ผลมันนั่นแหละ มันจะส่งกลับมาปรุงให้จิตนี่มีการต่อเนื่องออกไปอีก อย่างนั้นน่ะ ...มันจะเกิดภาวะหมุนวน ไปตามกระแสความปรุงแต่ง 

และกระแสความปรุงแต่งของจิตนี่ มันจะไปรวม หล่อหลอมรวมตัวกันกับกระแสความปรุงแต่งในโลก...กิเลสภายนอก  กลายมาเป็นกิเลสภายนอกมาสนับสนุนกิเลสภายใน 

กิเลสภายนอกคือกิเลสของคน สัตว์ วัตถุ ข้าวของ พวกนี้ ที่มันห้อมล้อมกายใจขันธ์ ๕ อยู่นี่ มันก็เป็นกิเลสภายนอก มันก็มาสนับสนุนกับกิเลสภายใน...เกิดเป็นภาวะที่เร้าจิต ให้เกิดความทะยานอยาก ...หมาย ออกไป

จิตนี่ลำพังมันก็อยู่ไม่ได้ ...ก็เหมือนเดิมน่ะ มันก็ปรุงแต่งต่อเนื่องออกไปอีก จิตก็ปรุงแต่งกิเลสภายในขึ้นมาอีก ...วนเวียนซ้ำซากอย่างนี้ ด้วยความไม่รู้เนื้อไม่รู้ตัว ทำไป คิดไป พูดไป ตามอำนาจบงการของกิเลสความไม่รู้ทั้งสิ้น หาสาระแก่นสารไม่ได้

แต่ถ้ามีความพากเพียรรักษากายจิตปัจจุบันไว้ ให้อยู่ในที่เดียว คือที่นี้ ...ที่เดียวคือที่นี้  ที่นี้คือที่ไหน ที่นี้คือปัจจุบัน ...ที่นี้คือเดี๋ยวนี้ อยู่ตรงนี้

เพราะนั้นว่า พุทโธก็ตาม ลมหายใจอะไรก็ตาม  มันเป็นอุบายที่จะดึง รักษาจิตให้อยู่ในปัจจุบัน เพื่อให้จิตมันเป็นสมาธิตั้งมั่นอยู่ในปัจจุบัน ไม่ให้มันโลดแล่นไปในอดีตในอนาคต ไปหาความสุขความทุกข์ในเรื่องราวของสัตว์บุคคลต่างๆ นานา 

แต่ถ้าไม่ทำ นั่งคิดนั่งนึกนั่งฝันว่าเมื่อไหร่จะได้ เมื่อไหร่จะถึง เมื่อไหร่จะสงบ เมื่อไหร่จะเป็น เมื่อไหร่จะเข้าใจ เมื่อไหร่จะละกิเลสได้ ...นี่ มันไม่มีประโยชน์หรอก มันก็อยู่กับกระแสของความคิดอยู่วันยังค่ำแหละ 

ต้องมาเจริญองค์มรรค หน้าที่การงานในองค์มรรค คือประกอบด้วยสติ สมาธิ ปัญญา ...ปัญญาเบื้องต้นมันก็คอยสอดส่องว่านี่มันทำไปตามความอยากไหม มันหลงอยู่ในความคิดไหม 

เห็นมั้ยว่ามันหลงอยู่ในความคิด ก็ต้องละออกจากความคิด  มันหลงเข้าไปในอดีตในอนาคต ปัญญาก็ต้องเห็นว่ามันหลงเข้าไปหา ไปสร้าง ไปปรุง ไปแต่งตอนนี้อีกแล้ว 

ก็ต้องมีสติระลึกรู้ตัวกลับมา อยู่กับกาย อยู่กับความเป็นจริงในปัจจุบัน ...โดยอาศัยกายเป็นหลักยืนพื้น ดูตรงไหน ดูตอนไหน ดูยังไง กายก็มีอยู่ในปัจจุบันทั้งนั้นแหละ 

กายตรงไหนก็เป็นปัจจุบันทั้งนั้นแหละ กายก้อนนี้ ที่มันจับต้องได้ เย็นร้อนอ่อนแข็งเนี่ย ...ก็ต้องระลึกน้อมกลับมาที่กายปัจจุบัน ใจรู้ใจเห็นที่เห็นกายกำลังปรากฏอยู่ในปัจจุบันนี้...เสมอ 

จิตมันถึงจะตั้งมั่นเป็นสัมมาสมาธิขึ้นมา ...ไม่งั้นจิตมันจะอ่อนกำลัง อ่อนแอ อ่อนไหว ทั้งอ่อนแอทั้งอ่อนไหว ...เมื่ออ่อนแออ่อนไหว มันเห็นอะไรไม่ชัดเจนหรอกความเป็นจริงน่ะ เหมือนคนขี้โรค มันจะไปทำงานหาเงินได้ยังไง 

แต่ถ้าตั้งมั่นไม่หวั่นไหวนี่ จิตมันแข็งแรง แข็งแรงก็เหมือนคนมีกำลัง ทำงานหาเงินเลี้ยงชีพได้ ...แต่ถ้าอ่อนแออ่อนไหวอ่อนปวกเปียกนี่ อะไรกระทบ อะไรสัมผัส มันก็ล้ม มันก็ไหล มันก็หลง มันก็เผลอ มันก็เพลิน ซ้ำซากอยู่อย่างนั้น 

มันอยู่ในภาวะหลงเพลินซ้ำซากอยู่อย่างนั้น ... กิเลสความหลง...เยอะ กิเลสความไม่รู้เนื้อรู้ตัวนี่...เยอะ โมหะ รากเหง้าของกิเลสคือโมหะ โมหะนี่เป็นรากเหง้าของราคะ โทสะ ปฏิฆะ โลภะ ...พวกนี้ โมหะนี่เป็นรากเหง้า

ไม่มีประโยชน์หรอกถ้าจะนั่งสมาธิวันละหนึ่งชั่วโมงสองชั่วโมง...โดยทั้งวันนี่หลงลืม ทั้งวันไม่มีสาระเลย ไม่อยู่กับปัจจุบันเลย...ในขณะที่ยืนเดินนั่งนอน ใช้ชีวิตตามปกตินี่ 

แล้วจะไปนั่งสมาธิก่อนนอน หรือว่าทำความพากเพียรเดินจงกรม ... แล้วพอออกจากทางเดินจงกรม ออกจากที่นั่งสมาธิ ...ก็หลุดลอยออกไปในอดีตอนาคต 

มันไม่มีทางเลยที่จิตจะตั้งมั่นพอที่จะมาเยียวยารักษาโรคภายในคือโรคกิเลส โรคความไม่รู้น่ะ ...มันเป็นโรคที่กัดกร่อนเกาะกุมใจอยู่ มันเป็นเชื้อโรค เหมือนเชื้อโรคร้ายอ่ะ 

มันต้องยาดียาแรง ยาประเภททันใจน่ะ ทันใจ ทำใจ...ทันใจ ยาทันใจ เขาถึงตั้งชื่อว่ายาทันใจ ...คือมันต้องทันที่ใจ ยาทำใจ ยาทันใจ ...ต้องกินยาทันใจ 

ไอ้ยาประเภทถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่าง ไอ้ยาประเภทกินแบบไม่เขย่าขวด มันไม่ออกฤทธิ์หรอก 

ไปเขย่าตอนนั่งสมาธิเดินจงกรมแค่นี้  พอออกมาจากนั่งสมาธิเดินจงกรมแล้วก็ปล่อยให้มันทิ้งตกตะกอนยาไป แล้วก็กินแต่น้ำเปล่า ...มันไม่มีประโยชน์ ไม่มีฤทธิ์ยาออกฤทธิ์หรอก 

มันต้องเขย่าขวดตลอดทั้งวันน่ะ ยามันถึงจะออกฤทธิ์เข้าถึงเนื้อเข้าถึงหนังเข้าถึงใจ ...นี่ จึงจะเป็นธรรมโอสถได้


(ต่อแทร็ก 7/12)